|
เขียนโดย pornchai phokanyo
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน 2011 เวลา 07:18 |
|
สมรรถนะ (Competency) ความเป็นมาของสมรรถนะ แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะ (Competency) ได้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1970 โดยสำนักงานข่าวสารแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ว่าจ้างบริษัท Mcber ภายใต้การนำของศาสตราจารย์ Dr. David C. McClelland นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการคัดเลือกบุคลากรขององค์การ โดยสร้างและพัฒนาเครื่องมือเพื่อคัดเลือกบุคลากรแทนแบบทดสอบชุดเก่า ซึ่งพบว่าผู้ที่ทำคะแนนสอบสูงบางคนมีผลการปฏิบัติงานต่ำกว่ามาตรฐานที่องค์กรคาดหวัง แต่บางคนที่มีผลคะแนนสอบไม่ค่อยสูงมากนัก แต่กลับมีผลการปฏิบัติงานที่สูงกว่ามาตรฐาน David C. McClelland เริ่มทำการศึกษาวิจัย โดยสัมภาษณ์ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลของสำนักงานข่าวสารแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้บริหารระดับสูง และพนักงานระดับผู้ปฏิบัติงานตำแหน่งต่าง ๆ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Event Interview : BEI) ซึ่งเป็นเทคนิคการสัมภาษณ์ที่สอบถามผู้ถูกสัมภาษณ์ด้วยคำถาม 6 ข้อ คือ สอบถามเกี่ยวกับประสบการณ์ทำงานที่ประสบความสำเร็จ 3 ข้อ และประสบการณ์การทำงานที่ล้มเหลว 3 ข้อ นำข้อมูลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อค้นหาลักษณะของพฤติกรรมของพนักงานทั้ง 2 กลุ่ม โดย David C. McClelland เรียกคุณลักษณะของพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดผลการปฏิบัติงานที่สูงกว่ามาตรฐาน (Superior performance) นี้ว่าสมรรถนะ (Competencey) “สมรรถนะ” เป็นตัวทำนายความสำเร็จในการทำงานของบุคลากรในตำแหน่งหนึ่ง ๆ ได้ดีที่สุด และมีความเบี่ยงเบนหรืออคติน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการคัดเลือกแบบเก่า ๆ สมรรถนะประยุกต์ใช้ในการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานราชการในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยกำหนดปัจจัยพื้นฐานว่าในตำแหน่งหนึ่ง ๆ นั้น บุคคลจะต้องมีความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอะไรบ้างและอยู่ในระดับใดจึงจะทำให้บุคคลนั้นปฏิบัติงานให้ได้ผลดี และบรรลุเป้าหมายขององค์กร ประเทศไทย องค์กรธุรกิจหลายแห่งนำระบบสมรรถนะมาใช้ เช่น บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทเอไอเอส จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัท โตโยต้ามอร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ปัจจุบันเอกชน รัฐวิสาหกิจ กำลังให้ความสนใจพัฒนาระบบสมรรถนะสำหรับภาคราชการให้ความสนใจในการนำระบบสมรรถนะมาใช้ในการบริหารทรัพยากรบุคคล ความหมายของสมรรถนะ David C. McClelland ให้คำจำกัดความไว้ว่า Competency คือ บุคลิกลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายในปัจเจกบุคคล ซึ่งสามารถผลักดันให้ปัจเจกบุคคลนั้นสร้างผลการปฏิบัติงานที่ดีหรือตามเกณฑ์ที่กำหนดในงานที่ตนรับผิดชอบ สมรรถนะ หมายถึง คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่เป็นผลมาจากความรู้ ทักษะ ความสามารถและคุณลักษณะอื่น ๆ ที่ทำให้บุคคลสามารถสร้างผลงานได้โดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมงานอื่น ๆ ในองค์กร สมรรถนะ หมายถึง ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะเชิงพฤติกรรมของบุคคลซึ่งจำเป็นต้องมีในการปฏิบัติงานตำแหน่งหนึ่ง ๆ ให้ประสบความสำเร็จและได้ผลงานสูงกว่ามาตรฐานกำหนด สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกมาจากความรู้ความสามารถ ทักษะ ทัศนคติ ตลอดจนลักษณะภายในที่ผู้บริหารสถานศึกษาพึงมี เป็นพื้นฐานและใช้ในการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพ ทำให้ได้ผลงานสูงสุด ทำให้เกิดความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีต่อองค์กร ส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์ที่พึงประสงค์ต่อวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา โดยสอดคล้องกับความต้องการของสังคม วิชาชีพ นโยบายขององค์การ และสถานการณ์แวดล้อม องค์ประกอบของสมรรถนะ “Competency” หมายถึง “บุคลิกลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายในปัจเจกบุคคล ซึ่งสามารถผลักดันให้ปัจเจกบุคคลนั้นสร้างผลการปฏิบัติงานที่ดีหรือตามเกณฑ์ที่กำหนดในงานที่ตนรับผิดชอบ” David C. McClelland ได้อธิบายความหมายขององค์ประกอบทั้ง 5 ส่วนไว้ดังนี้ 1. ทักษะ (Skill) หมายถึง สิ่งที่บุคคลกระทำได้ดี และฝึกปฏิบัติเป็นประจำจนเกิดความชำนาญ 2. ความรู้ (Knowledge) หมายถึงความรู้เฉพาะด้านของบุคคล 3. ทัศนคติ (Self-concept) หมายถึง ทัศนคติ ค่านิยม และความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตนหรือสิ่งที่บุคคลเชื่อว่าตนเองเป็น 4. บุคลิกลักษณะ (Traits) หมายถึง บุคลิกลักษณะประจำตัวของบุคคล เป็นสิ่งที่อธิบายถึงบุคคลผู้นั้น 5. แรงจูงใจ (Motives) หมายถึง แรงจูงใจหรือแรงขับภายในซึ่งทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมที่มุ่งไปสู่สิ่งที่เป็นเป้าหมาย Spencer & Spencer อธิบายสมรรถนะด้วยโมเดลภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg Model) คุณลักษณะของบุคคลนั้นเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในน้ำ โดยมีส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนน้อยลอยอยู่เหนือน้ำ ได้แก่ องค์ความรู้ และทักษะได้แก่ความเชี่ยวชาญ ชำนาญพิเศษ สังเกตได้งานและพัฒนาได้ง่าย ส่วนที่อยู่ใต้น้ำเป็นส่วนที่มีปริมาณมากกว่า สังเกตและพัฒนาได้ยากกว่า และเป็นส่วนที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลมากกว่า การทำให้เขาเป็นผู้มีผลการปฏิบัติงานที่โดดเด่น บุคคลจำเป็นต้องมีแรงผลักดันเบื้องลึก อุปนิสัย ภาพลักษณ์ภายในและบทบาทที่แสดงออกต่อสังคมที่เหมาะสม David C. McClelland พบว่า competency สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม 1. Competency ขั้นพื้นฐาน หมายถึง ความรู้ หรือทักษะพื้นฐานที่บุคคลจำเป็นต้องมีในการทำงาน ซึ่งไม่ทำให้บุคคลมีผลงานที่แตกต่างจากผู้อื่น 2. Competency ที่ทำให้บุคคลแตกต่างจากผู้อื่น หมายถึง ปัจจัยที่ทำให้บุคคลที่มีผลการทำงานสูงกว่ามาตรฐาน คุณลักษณะอื่น ๆ ค่านิยม แรงจูงใจ ทัศนคติ ประเภทของสมรรถนะ 1. สมรรถนะหลัก (Core Competency) เป็นคุณสมบัติของข้าราชการหรือพนักงานทุกคนต้องมี เพื่อให้บรรลุความสำเร็จขององค์การ เช่น ความรอบรู้เกี่ยวกับองค์การ ความซื่อสัตย์ ความใฝ่รู้ ความรับผิดชอบ ความคิดเชื่อมโยง 2. สมรรถนะในงานหรือสมรรถนะที่เกี่ยวกับงาน (Functional Competency) เป็นสมรรถนะที่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้านนั้น ๆ พึงมี เพื่อให้งานสำเร็จและได้ผลผลิตตามที่ต้องการ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ 2.1 สมรรถนะร่วมของทุกตำแหน่งในกลุ่มงาน (Common Functional Competency) เป็นคุณลักษณะที่บุคคลในทุกตำแหน่งในกลุ่มงานเดียวกันต้องมี 2.2 สมรรถนะเฉพาะของตำแหน่งงาน (Specific Functional Competency) เป็นคุณลักษณะเฉพาะของแต่ละตำแหน่งในกลุ่มงานนั้น ๆ
ข้อสอบความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสมรรถนะ 1. เรื่องใดไม่มีส่วนในการอธิบายเกี่ยวกับ สมรรถนะ ก. ความรู้ ข. ความคิดเห็น ค. ความสามารถ ง. ทักษะ 2. การใช้หลักสมรรถนะในการพัฒนาบุคลากร จะมีบทบาทในส่วนใดเมื่อเทียบกับภูเขาน้ำแข็ง ก. ส่วนบนภูเขา ข. ส่วนผิวน้ำ ค. ส่วนใต้น้ำ ง. ส่วนตั้งแต่ผิวน้ำลงไป 3. คนในองค์กรควรมีค่านิยมและลักษณะที่พึงประสงค์ร่วมกัน ก. สมรรถนะองค์กร ข. สมรรถนะตัวบุคคล ค. สมรรถนะหลัก ง. สมรรถนะประจำสายงาน 4. ข้อใดไม่ใช่สมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษา ก. การมุ่งผลสัมฤทธิ์ ข. การบริการที่ดี ค. การวิเคราะและการสังเคราะห์ ง. การทำงานเป็นทีม 5. จำเป็นหรือไม่ที่บุคลากรในองค์กรจะต้องมีทั้ง สมรรถนะหลักและสมรรถนะประจำสายงาน ก. จำเป็น เพราะความสำเร็จในองค์กรเกิดจาก การพัฒนาความสามารถในการทำงานตาม ตำแหน่ง ข. จำเป็น เพราะความสำเร็จในองค์กรเกิดจาก ความสามารถในการปฏิบัติงานตามตำแหน่ง หน้าที่และความสามารถในการบริหาร จัดการ ค. ไม่จำเป็น เพราะสมรรถนะหลักเป็น ความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร ไม่เกี่ยวกับบุคลากร ง. ไม่จำเป็น เพราะสมรรถนะประจำสายงาน เท่านั้นที่ช่วยในการดำเนินงานขององค์กร ประสบความสำเร็จ 6. สมรรถนะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากลุ่มใดที่ต่างขากพวก ก. ครู ข. ศึกษานิเทศก์ ค. ผู้อำนวยการโรงเรียน ง. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 7. ข้อใดคือปรัชญาของสมรรถนะ ก. สมรรถนะเป็นความสามารถ ข. สมรรถนะเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดผล สัมฤทธิ์ต่อองค์กร ค. สมรรถนะสามารถพัฒนาได้ ง. สมรรถนะคือความเป็นเลิศ 8. สมรรถนะหลักของผู้บริหารสถานศึกษา ก. การบริการที่ดี ข. การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ ค. การสื่อสารจูงใจ ง. การมีวิสัยทัศน์ 9. ข้อใดไม่ใช่สมรรถนะประจำสายงานผู้บริหารสถานศึกษา ก. การพัฒนาตนเอง ข. การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ ค. การสื่อสารจูงใจ ง. การมุ่งผลสัมฤทธิ์ 10. ข้อใดคือประโยชน์ของ Competency ต่อการบริหารงานบุคคลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก. การสรรหา ข. การเลื่อนระดับ ค. การประเมิน ง. การเลื่อนตำแหน่ง 11. สมรรถนะถูกนำมาใช้น้อยที่สุดสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ก. กระบวนการคัดเลือก ข. การประเมินผลปฏิบัติงาน ค. กำหนดค่าตอบแทน ง. การพัฒนาก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง 12. ข้อใดคือประโยชน์ของสมรรถนะต่อตัวผู้บริหาร ก. เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนบุคลากร ข. เป็นเครื่องมือให้การสรรหาและคัดเลือก บุคลากรของหน่วยงาน ค. ช่วยให้บุคลากรทราบถึงสมรรถนะของ ตนเอง ง. ใช้วัดผลการดำเนินงานขององค์กรได้อย่าง เป็นระบบ 13. ประโยชน์สำหรับการนำสมรรถนะมาใช้สำหรับข้าราชการทั่วไป ก. นักเรียน ข. ประชาชน ค. สังคม ง. เอกชน 14. Competency ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในด้านใด ก. ภาคธุรกิจ ข. ภาคอุตสาหกรรม ค. ภาคเกษตรกรรม ง. ภาคราชการ 15. หลักของ Competency ก. ดูความรู้มากกว่าดูความสามารถ ข. ดูความสามารถมากกว่าดูคะแนน ค. ดูความรู้ความสามารถมากกว่าดูคะแนน ง. ดูคะแนนมากกว่าดูอย่างอื่น 16. ประเทศที่นำหลักการ Competency มาใช้ครั้งแรก ก. สหรัฐอเมริกา ข. ญี่ปุ่น ค. เกาหลี ง. อังกฤษ 17. แนวคิดหลัก Competency ถูกนำมาใช้ในหลักราชการเรื่องใด ก. งบประมาณ ข. การวางแผน ค. พัฒนาบุคลากร ง. ด้านวิชาการ 18. ทฤษฎีภูเขาน้ำแข็งแบ่งสมรรถนะคนออกเป็นกี่ส่วน ก. 1 ส่วน ข. 2 ส่วน ค. 3 ส่วน ง. 4 ส่วน
19. เรื่องใดไม่มีส่วนในการอธิบาย Competency ก. ความรู้ ข. ความคิด ค. ความสามารถ ง. ทักษะ 20. สิ่งที่แสดงออกอย่างประจำสม่ำเสมอ ก. ความรู้ ข. ทักษะ ค. พฤติกรรม ง. ความสามารถ |