ครม.เห็นชอบหลักการ/แนวคิด ยุทธศาสตร์และกลไกการปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา โดยให้
หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบาย
กำลังคนภาครัฐ (คปร.) ตามกรอบหลักการแนวคิดยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา
พร้อมทั้งให้ ศธ. แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา เพื่อดำเนินงานตามกรอบหลัก
การ/แนวคิด และยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษาต่อไป โดยมีสาระสำคัญดังนี้
๑. ยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยยุทธศาสตร์การเงิน
การคลัง ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรเพื่อการศึกษา ยุทธศาสตร์การระดม
ทรัพยากรเพื่อการศึกษาและส่งเสริมการมีส่วนร่วม ยุทธศาสตร์การส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาน
ศึกษา
๒. ยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการอุดมศึกษา ประกอบด้วยยุทธศาสตร์การเงินการ
คลัง ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรเพื่อการศึกษา ยุทธศาสตร์การระดมทรัพยากร
เพื่อการศึกษา
๓. กลไกการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา ประกอบด้วยกลไกการ
เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรเพื่อการศึกษา กลไกการส่งเสริมการมีส่วนร่วม
จากทุกภาคส่วนของสังคมในการระดมทุนและการสนองทุนเพื่อการศึกษา กลไกการดำเนินงานตาม
หลักการและแนวทางการปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา กลไกการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพ
การศึกษา กลไกการสนับสนุนด้านกฎหมาย กลไกการผลักดันจากผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจในการ
ตัดสินใจ
๔. คณะกรรมการปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษาฯ ได้กำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้ ๑)
จัดทำแผนขั้นตอนและกรอบระยะเวลาการดำเนินงานปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษา ตามกรอบหลัก
การ/แนวคิดยุทธศาสตร์และมาตรฐานที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ๒) ออกแบบและวางระบบการ
เงินเพื่อการศึกษาในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบการสนองทุนผ่านด้านอุปทานหรือสถานศึกษา (Supply
Side Financing) ไปสู่ระบบการสนองทุนผ่านด้านอุปสงค์หรือผู้เรียน (Demand Side Financing) ๓)
กำกับและประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินงานตามแผนการดำเนินงานของ
คณะกรรมการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ๔) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และ/หรือคณะทำ
งาน เพื่อดำเนินงานตามที่คณะกรรมการมอบหมาย ๕) ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะแก่คณะอนุกรรมการ
คณะทำงานในประเด็นที่ต้องการการตัดสินใจในระดับนโยบาย ๖) ให้การสนับสนุนด้านบุคลากรและ
ทรัพยากรตามความต้องการจำเป็นแก่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมาย
๗) อำนวยการ กำกับติดตามการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการคณะทำงาน ๘) ปฏิบัติงานอื่นใดที่
นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
๕. เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนของสถานศึกษาภายใต้ตลาดบริการการศึกษา
ที่มีการแข่งขันในตลาดเสรีและตลาดที่ไร้พรมแดนในปี ๒๕๕๘ และเพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะ
รัฐมนตรีดังกล่าว
ครม.รับทราบการกำหนดแนวทางการควบคุมดูแลโรงเรียนกวดวิชา ตามที่ ศธ.เสนอ ดังนี้
๑. การกำหนดแนวทางการควบคุมดูแลโรงเรียนกวดวิชาไม่ให้มีการดำเนินการในลักษณะที่
แสวงหากำไรจนเกินควร ตามแนวทางการควบคุมดูแล ดังนี้
๑) โรงเรียนกวดวิชาที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งก่อนพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.๒๕๕๐ ให้เก็บค่า
ธรรมเนียมการเรียนตามที่ได้รับอนุญาต หากจะมีการเปลี่ยนแปลงให้ยื่นขออนุญาต โดยจัดทำราย
ละเอียดเกี่ยวกับกิจการของโรงเรียนนอกระบบ และกำหนดหลักเกณฑ์การคิดค่าธรรมเนียมการศึกษา
ซึ่งในการกำหนดหลักเกณฑ์การคิดค่าธรรมเนียมการศึกษาให้กำหนดค่าตอบแทนได้ไม่เกินร้อยละ
๒๐ สำหรับการเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาในโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนโดยใช้ครูผู้สอนจะเก็บใน
อัตราที่สูงกว่าการเรียนการสอนลักษณะผสมโดยมีทั้งครูผู้สอนและสื่อ ส่วนการเรียนการสอนโดยใช้สื่อ
การเรียนการสอนเป็นเครื่องมือจะต้องเก็บในราคาต่ำสุด
๒) โรงเรียนกวดวิชาที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ ในการ
อนุญาตหลักเกณฑ์การคิดค่าธรรมเนียมการศึกษาให้กำหนดอัตราผลตอบแทนได้ไม่เกินร้อยละ
๒๐ สำหรับการเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษาในโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนโดยใช้ครูผู้สอน จะเก็บใน
อัตราที่สูงกว่าการเรียนการสอนลักษณะผสมโดยมีทั้งครูผู้สอนและสื่อ ส่วนการเรียนการสอนโดยใช้สื่อ
การเรียนการสอนเป็นเครื่องมือจะต้องเก็บในราคาต่ำสุด
๓) ให้โรงเรียนนอกระบบทุกขนาด ทุกประเภท จัดทำรายงานแสดงกิจการงบการเงินเสนอต่อผู้อนุญาต
ตามมาตรา ๑๒๔ แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชนฯ
๔) ให้โรงเรียนติดประกาศใบอนุญาตการเก็บค่าธรรมเนียมการศึกษา/หลักเกณฑ์ การกำหนดค่า
ธรรมเนียมการศึกษาและจำนวนค่าธรรมเนียมการศึกษา เพื่อให้นักเรียน ผู้ปกครองและประชาชน
สามารถตรวจสอบได้
๕) ตรวจติดตามการดำเนินกิจการโรงเรียนกวดวิชาให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายของทางราชการ
อย่างเคร่งครัด โดยให้ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานโรงเรียน
เอกชน ประเภทกวดวิชา พ.ศ.๒๕๔๕ และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดมาตรฐาน
โรงเรียนเอกชน ประเภทกวดวิชา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๙
๒. การพิจารณาออกระเบียบ ข้อบังคับในเรื่องการตรวจสอบและปรับปรุงในเรื่องความ
ปลอดภัยของอาคารสถานที่ก่อนการอนุมัติอนุญาตให้ใช้เป็นสถานที่สำหรับการเรียนกวดวิชา
ของโรงเรียนสอนกวดวิชา ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการ ดังนี้
๑) กรณีให้สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษา ในฐานะผู้อนุญาตตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.๒๕๕๐ ตรวจ
ติดตามสถานที่ตั้งโรงเรียน ให้มีมาตรฐานและมาตรการในการป้องกันอัคคีภัยในโรงเรียนกวดวิชา ตาม
ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานโรงเรียนเอกชน ประเภทกวดวิชา พ.ศ.๒๕๔๕
และแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๙ กำหนดอย่างเคร่งครัด และตรวจสอบอุปกรณ์ดังกล่าวให้อยู่
ในสภาพที่ใช้งานได้ตลอดเวลา โดยให้มีการตรวจสอบอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง
๒) กรณีโรงเรียนมีสภาพน่าสงสัยว่าจะเป็นอันตรายกับผู้เรียน ให้สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริม
การศึกษาเอกชน และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ในฐานะผู้อนุญาต
ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.๒๕๕๐ ประสานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการ
ควบคุมอาคารเข้าตรวจสอบต่อไป
๓) ให้สำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนดำเนินการตามความเห็นของคณะ
กรรมการกฤษฎีกาฯ ที่เห็นควรกำหนดให้อาคาร ที่จะนำมาใช้จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ ต้องเป็นอาคาร
เพื่อการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร โดยให้กำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวไว้ในร่างกฎ
กระทรวง ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๑๒๑ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่าง
การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเมื่อเป็นอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคารแล้ว
ก็จะต้องดำเนินการจัดให้มีมาตรการในเรื่องความปลอดภัยของอาคารสถานที่ ตามที่กฎหมายดังกล่าว
กำหนดไว้
ครม.เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิรูประบบคุรุศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.
.... ตามที่ ศธ.เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอ
ครม.ตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของ สำนักงาน ก.พ. และสำนักงบประมาณไปประกอบการ
พิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างระเบียบ ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการคุรุศึกษาแห่งชาติ (ก.ค.ช.) โดยกำหนดให้
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเป็นหน่วยเลขานุการของ ก.ค.ช. พร้อมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ของ
ก.ค.ช. กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งกำหนดให้ดำเนินการแต่งตั้ง ก.ค.ช. ภายใน ๖๐ วันนับแต่ระเบียบใช้
บังคับ
ครม.อนุมัติตามที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.)
เสนอแต่งตั้งนายธีรวุฒิ บุณยโสภณ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหาร สมศ. แทนนาย
สมนึก พิมลเสถียร ซึ่งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระเนื่องจากลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๔
เป็นต้นไป
ที่มา http://www.moe.go.th/websm/2011/mar/111.html