|
เขียนโดย ผู้สื่อข่าว สอบได้ดอทคอม
|
|
วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม 2010 เวลา 10:43 |
|
พลวัต ความพออยู่พอกิน ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
วรพล พรหมิกบุตร กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2549
ในช่วงการดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติฉบับที่ 7-8 แม้จะปรากฏผลรูปธรรม ส่วนหนึ่งเป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่ตรวจวัดด้วยอัตราเพิ่มของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แต่ผลรูปธรรมอีกส่วนหนึ่งกลับเป็นความต่อเนื่องของสภาพปัญหาการกระจายรายได้ ไม่เท่าเทียมกันระหว่างชนบทกับเมือง และระหว่างผู้ผลิตภาคเกษตรกรรม (ระดับครัวเรือนรายย่อย) กับภาคอุตสาหกรรมและการบริการ ผลรูปธรรมส่วนหลังข้างต้นปรากฏสะสมปัญหา จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาประเทศชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ จนถูกระบุเป็นข้อสังเกต เรื่อง "ความยากจน" ของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ที่มีสัดส่วนการถือครองทรัพย์สินรายได้ต่ำสุด เมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนการถือครองของประชากรร่ำรวยจำนวนน้อยของประเทศ
รายงานของคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ยอมรับผลสรุปของการพัฒนาข้างต้น ไว้ในช่วงปลาย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ด้วยเช่นกัน ปัญหาความยากจน (รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย) แพร่ระบาดจากชนบท ชุมชนเกษตรกร เข้าสู่สังคมเมืองมากขึ้น รวมทั้งแพร่ระบาดเข้าสู่แวดวงอาชีพอื่นๆ นอกเหนือจากเกษตรกรรายย่อยมากขึ้นตามลำดับในช่วงก่อนและหลังวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 โดยสภาพัฒน์ได้พยายามปรับกลยุทธ์การพัฒนา เช่น การพัฒนาที่ถือ "มนุษย์" เป็นศูนย์กลางจนกระทั่งได้เริ่มปรับและกำลังจะปรับปรุงให้เกิดกลยุทธ์การ พัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้นตามลำดับ
โดยถือตามปลักปรัชญา แนวทฤษฎี และโครงการต้นแบบตามแนวพระราชดำริ ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากองค์การสหประชาชาติ ดังที่มีรายงานข่าวเผยแพร่ไปยังประชาคมโลกแล้ว เพราะเหตุที่ประชาชนจำนวนมากยังคงอยู่ใน ภาวะยากจนคือ รายได้ไม่พอเพียงต่อการใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิตครอบครัว ในขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวชนบทที่ดำรงอาชีพเกษตรกร ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความยากจน ด้วยการยกระดับรายได้ของประชากรกลุ่มนี้ให้สูงขึ้น สู่ภาวะพอเพียงจึงเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์การพัฒนา แบบเศรษฐกิจพอเพียงในขั้นต้นส่วนหนึ่ง
โดยไม่ยุติกระบวนการทางเศรษฐกิจส่วนอื่น ที่จำเป็น เช่น การแลกเปลี่ยนทางการค้าระหว่างประเทศ และการลงทุนที่อยู่ในขอบเขตเหมาะสมภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจำแนกขั้นตอนดำเนินการพัฒนาไว้ต่อเนื่อง เป็นลำดับชัดเจน โดยไม่ปิดกั้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และไม่มุ่งหมายจะให้เกิดการหยุดชะงัก หรือถอยหลังเข้าคลองทางเศรษฐกิจ รวมทั้งมิได้มุ่งหมายให้ประเทศไทยมีแต่การผลิตแบบเกษตรกรรมเพียงส่วนเดียว โครงการตามแนวพระราชดำริจำนวนมาก ที่สร้างองค์ความรู้ตามทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นโครงการที่มีลักษณะผูกพันกับวิถีชีวิตชุมชนของชาวชนบทในภาคเกษตรกรรม เนื่องจากตลอด 3-4 ทศวรรษที่ผ่านมา ชุมชนเกษตรกรรมโดยทั่วไปในประเทศเผชิญกับปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อราย จ่ายอย่างกว้างขวางรุนแรง
แต่โครงการที่มีลักษณะเป็นการพัฒนาผลผลิต ทางการเกษตรจำนวนมากเหล่านั้น เช่น โครงการหลวงดอยอ่างขาง และโครงการหลวงดอยอินทนนท์ ฯลฯ มีความชัดเจนในแนวคิดเรื่องการผลิตที่มีคุณภาพเพียงพอ สำหรับการขายออกสู่ตลาดภายนอกชุมชน เพื่อสร้างรายได้ที่เพียงพอและยั่งยืนแทนการปลูกฝิ่นในอดีต แนวคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการผลิตทางการ เกษตรที่พอเพียง สำหรับการจัดจำหน่ายสู่ตลาดภายนอกชุมชนดังกล่าว ทำให้เห็นว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนแบบเกื้อกูลกันทาง เศรษฐกิจ (ระหว่างเกษตรกร พ่อค้าและผู้บริโภค) ระหว่างประชาชนที่มีอาชีพต่างๆ กัน และไม่ใช่แนวความคิดที่ปิดกั้นไว้เฉพาะชุมชนชนบท และแวดวงเกษตรกรตามลำพังตามที่คนในสังคมเมืองที่มิใช่เกษตรกรจำนวนหนึ่งพา กันวิตกกังวลว่า ตนเองจะไม่ได้รับประโยชน์จากการดำเนินวิถีชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
นอกเหนือไปจากนั้น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักความคิดที่ส่งเสริม "พลวัต" (dynamic) มากกว่าแนะนำให้ประชากรทางเศรษฐกิจ ตั้งอยู่ในภาวะ "สถิต" (static) หรือหยุดนิ่ง อยู่กับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจในขณะหนึ่งๆ ความหมายของการพออยู่พอกินมีความสัมพันธ์ ไปกับความสมดุลระหว่างรายได้ และรายจ่ายซึ่งเป็นพลวัตผันแปร ไปกับบริบททางสังคมของไทยอย่างเชื่อมโยง กับสภาวการณ์ของโลกาภิวัตน์ตลอดเวลา (เช่น ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ทำให้ประชาชนและประเทศ โดยส่วนรวมต้องพิจารณาหาหนทางเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย เพื่อปรับพลวัตการพออยู่พอกัน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เชิงโลกาภิวัตน์ไม่ใช่การยกเลิกโลกาภิวัตน์ ซึ่งคงไม่สามารถกระทำได้จริงในทางปฏิบัติ)
เงื่อนไขปัจจัยรวมทั้งรายละเอียดของการดำเนินกิจกรรมที่มุ่งความพออยู่พอกิน ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในสังคมสมัยใหม่ (ปัจจุบัน) มีความผันแปรแตกต่างไปจากเงื่อนไขปัจจัย ในสังคมเกษตรกรรมดั้งเดิมในอดีต ความผันแปรแตกต่างนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ พลวัตความเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม และนิเวศวิทยาโดยมิได้ปิดกั้น สังคมสมัยใหม่ ให้ตัดขาดจากการใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการดำเนินวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม แต่อาจมีพอให้คนในสังคมสมัยใหม่ ต้องขวนขวายเรียนรู้และทำความเข้าใจเชิงประยุกต์ เพื่อนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปปรับใช้ให้เข้ากับภาวการณ์แวดล้อม ตามพลวัตการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของตนในแต่ละช่วงเวลามากขึ้น หมายเหตุ : การตีความเรื่อง "พลวัต" ในบทความนี้เป็นความเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนโดยลำพัง ซึ่งอาจสอดคล้องหรือแตกต่างจากการตีความของท่านอื่น
|