สถิติผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้744
mod_vvisit_counterวันก่อน2986
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้12318
mod_vvisit_counterสัปดาห์ก่อน2022
mod_vvisit_counterเดือนนี้14340
mod_vvisit_counterเดือนก่อน0
mod_vvisit_counterทั้งหมด1879931

บุคคลทั่วไปOnline: 96
IP ของคุณคือ 38.107.179.226
เข้าชมล่าสุด 23-02-2012 10:49

สถานะสมาชิก

เรามี 7 สมาชิก ออนไลน์
หน้าแรก ข่าวพลวัตร โดยพรชัย การทดสอบวิชาสามัญ ๗ วิชา
การทดสอบวิชาสามัญ ๗ วิชา PDF
เขียนโดย pornchai phokanyo   
วันจันทร์ที่ 09 มกราคม 2012 เวลา 02:11
                   การทดสอบวิชาสามัญ ๗ วิชา
                    เพื่อนำคะแนนไปใช้ในรับตรงผ่าน Clearinghouse นั้น เป็นการทดสอบที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการสอบตรงเป็นความหวังของนักเรียนในทุกระดับชั้น นักเรียนทุกคนมีความพยายามจะเข้าเรียนในคณะและสาขาวิชาที่ต้องการ ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของมหาวิทยาลัยเช่นกัน นับเป็นความต้องการที่ตรงกันทั้งผู้รับและผู้ที่เรียน สำหรับภาพรวมของการจัดสอบที่สนามสอบแห่งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีผู้เข้าสอบใน ๔ วิชา กว่า ๕,๐๐๐ คน และมีผู้เข้าสอบอายุมากที่สุด ๕๓ ปี
                     ซึ่ง รมว.ศธ.ได้กำชับให้ทุกสนามสอบระมัดระวังในทุกขั้นตอน แม้ว่าการสอบจะไม่มีการทุจริต แต่ก็ไม่ต้องการให้มีข้อสงสัยใดๆ จากเด็กและผู้ปกครอง ทั้งในเรื่องของการเข้าสอบ เวลาเข้าสอบ และการนำอุปกรณ์ใดๆ เข้าไปในห้องสอบ ซึ่งก็หวังว่า สทศ.จะดำเนินการได้อย่างเรียบร้อยดังเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา สำหรับกรณีที่ สทศ.มีการจัดทดสอบติดต่อกันจำนวนมากอาจจะทำให้เด็กเกิดความเครียดนั้น รมว.ศธ.เห็นว่า น่าจะเป็นผลดีกับนักเรียน เพราะเตรียมตัวเพียงครั้งเดียวแต่สามารถสอบได้หลายอย่าง และจากการพูดคุยกับนักเรียนที่เข้าสอบพบว่าข้อสอบไม่ยากเกินไป
                        การจัดสอบวิชาสามัญ ๗ วิชา ที่ใช้ในการสอบรับตรงเข้าสถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา เป็นการลดภาระของนักเรียนและผู้ปกครองที่ต้องเดินทางไปสอบหลายแห่ง รวมทั้งเพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเตรียมความพร้อมก่อนการสอบ โดย สทศ.ได้จัดศูนย์สอบในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ จำนวน ๘ ศูนย์สอบ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยศิลปากร สนามจันทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ สทศ.) มีสนามสอบ ๑๑๓ สนาม กระจายไปยัง ๓๗ จังหวัด โดยมีจำนวนผู้เข้าสอบในวิชาภาษาอังกฤษมากที่สุด จำนวน ๑๔๖,๖๒๓ คน รองลงมาเป็นวิชาสังคมศึกษา ๑๔๕,๖๒๐ คน ภาษาไทย ๑๕๐,๖๑๙ คน คณิตศาสตร์ ๑๓๖,๙๗๙ คน ชีววิทยา ๙๖,๘๗๖ คน ฟิสิกส์ ๙๕,๗๙๘ คน และเคมี ๙๕,๖๐๙ คน มีอายุผู้เข้าสอบที่อายุมากที่สุด ๕๓ ปี และมีผู้เข้าสอบที่มีอายุมากกว่าผู้ที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ได้แก่ อายุ ๒๓-๓๐ ปี จำนวน ๘๔๓ คน อายุ ๓๑-๔๐ ปี จำนวน ๗๕ คน อายุ ๔๑-๕๓ ปี มีจำนวน ๑๓ คน นอกจากนี้ สทศ.ยังได้จัดสอบให้แก่เด็กพิเศษ ได้แก่ ประเภทตาบอดที่ต้องการเข้าสอบอักษรเบลล์ใน ๗ วิชา ประเภทตาเลือนรางที่ต้องการเข้าสอบอักษรขยายใน ๗ วิชา และประเภทตาบอด/ตาเลือนรางที่ต้องการผู้ช่วยอ่านข้อสอบใน ๕ วิชา โดยจะมีการประกาศผลการสอบในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
                    รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า เชื่อว่าการสอบครั้งนี้จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการวิ่งรอกสอบและเสียค่าใช้จ่ายในการรับตรงได้ โดยในอนาคตอาจจะปรับระบบรับตรงให้เป็นไปตามความต้องการของเด็กและมหาวิทยาลัยมากขึ้น ซึ่งได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ. ) และมหาวิทยาลัยทั้งหมด รวมทั้งสภาคณบดีคณะแล้ว เพื่อช่วยปรับหลักสูตรระดับหลักสูตรมัธยมเชิงปฏิบัติการ ๗ กลุ่มอาชีพ ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรรม กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มบริหารจัดการและสังคม กลุ่มความคิดสร้างสรรค์ กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต กลุ่มอาหาร และกลุ่มวิจัยนวัตกรรมและการถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยมีมหาวิทยาลัยทั้ง ๘ แห่งที่จะรับผิดชอบในการจัดหลักสูตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยพะเยา, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งเป็นหลักสูตรเพื่อการมีงานทำตรงกับสาขาที่เรียน และตรงตามความต้องการของประเทศด้วย โดยจะเชื่อมตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาไปยังมหาวิทยาลัย
                          ในอนาคตการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอาจจะต้องปรับระบบ โดยเฉพาะข้อสอบรับตรงจะต้องเปลี่ยนจากการสอบวิชาสามัญ ๗ วิชา เป็น ๗ กลุ่มอาชีพ เพื่อช่วยให้การส่งต่อเด็กเข้าสู่มหาวิทยาลัยมีความสมบูรณ์ขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งสภาคณบดีแต่ละกลุ่มอาชีพจะเป็นผู้ออกข้อสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อในสาขาของตัวเอง และในอนาคตจะนำข้อสอบดังกล่าวมาใช้ในการรับตรง เพื่อให้เด็กสอบครั้งเดียว แต่สามารถนำคะแนนไปยื่นตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ โดย รมว.ศธ.ได้หารือกับมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ยังไม่ได้หารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) แต่เชื่อว่าเมื่อ ทปอ.มีส่วนร่วมทำหลักสูตรทั้ง ๗ กลุ่ม ก็น่าจะเห็นด้วยกับระบบจัดสอบตรงแบบใหม่ และคาดหวังว่าการสอบตรงรูปแบบใหม่นี้ จะสามารถผสมผสานกับระบบกลางการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือ Admissions เป็นระบบการคัดเลือกใหม่ ที่มีความเหมาะสมให้แต่ละคณะ/สาขาตรงตามต้องการของผู้เรียน โดยจะเริ่มใช้ระบบสอบตรงตามสาขาอาชีพได้ ก็ต่อเมื่อแต่ละสาขาวิชาจะสามรถผลักดันหลักสูตรใหม่ ซึ่งถ้าเริ่มต้นตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๕๕ คาดว่าจะนำมาใช้ในการรับตรงในปีการศึกษา ๒๕๕๖ ได้เลย