







![]() | วันนี้ | 677 |
![]() | วันก่อน | 1101 |
![]() | สัปดาห์นี้ | 7181 |
![]() | สัปดาห์ก่อน | 10829 |
![]() | เดือนนี้ | 35715 |
![]() | เดือนก่อน | 43864 |
![]() | ทั้งหมด | 2728020 |
| ยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ |
|
| เขียนโดย pornchai phokanyo |
| วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม 2012 เวลา 04:59 |
|
ยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ 1.การพัฒนาพื้นที่ระดับประเทศ ส่งเสริมให้เกิดการกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับประเทศและภูมิภาค 2.การกำหนดบทบาทและทิศทางการพัฒนาของประเทศที่กระตุ้นให้เกิดการเติบโตและเชื่อมโยงของสาขาต่างๆ ทางเศรษฐกิจ 3.การพัฒนาพื้นที่ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศให้เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 4.การพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนและเมืองชายแดนเป็นประตู เชื่อมโยงเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน 5.การบูรณาการแผนพัฒนาพื้นที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน - ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วย 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบคมนาคมขนส่ง ควรมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับความต้องการในการขนส่งได้อย่างเพียงพอ และปรับรูปแบบการขนส่งไปสู่ระบบรางและการขนส่งทางน้ำที่ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการปรับปรุงโครงข่ายการขนส่งเพื่อลดผลกระทบและสามารถแก้ไขปัญหาอุทกภัยได้ในระยะยาว โดยสรุปได้ ดังนี้ 1.1การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและเมืองหลักในภูมิภาค -เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งระบบรางตามแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของ รฟท. ระยะเร่งด่วน พ.ศ.2553-2558 (วงเงินลงทุนรวม 176,808 ล้านบาท) เพื่อให้ระบบรถไฟเป็นระบบหลักในการขนส่งสินค้าจากพื้นที่การผลิตหลัก ภายในประเทศเชื่อมโยงกับท่าเรือแหลมฉบังรวมทั้งการพัฒนาศูนย์การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างระบบถนนการขนส่งทางน้ำ และทางอากาศ และพัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้า และการพัฒนาระบบ National Single Window e-Logistics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ -พัฒนาระบบโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองและทางหลวงสายหลักเชื่อมโยงเมืองหลักในภูมิภาค 1.2การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งในพื้นที่เมือง -เร่งรัดการพัฒนาโครงข่ายขนส่งมวลชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้ครอบคลุมพื้นที่บริการเพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับการขยายตัวของเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน -พิจารณาความเหมาะสมในการปรับรูปแบบ โครงการทางหลวงสายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครที่ 3 (แนวเส้นทางด้านตะวันออก) ให้สามารถรองรับการระบายน้ำเพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ กทม. รวมทั้งรองรับการขยายตัวของเมือง และบรรเทาปัญหาการจราจรในพื้นที่เมืองชั้นใน 1.3การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เตรียมการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง และพัฒนาโครงข่ายทางหลวง และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนที่สำคัญตามแนวระเบียงเศรษฐกิจฝั่งตะวันออก-ตะวันตกแนวเหนือ-ใต้ และการเชื่อมโยงกับพื้นที่เศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้านในฝั่งตะวันตก (ทวาย) รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเข้าสู่ AEC ปี 2558 1.4การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางอากาศและทางน้ำเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ขยายขีดความสามารถและคุณภาพการให้บริการของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้มีความทันสมัย และสามารถรองรับปริมาณการจราจรทางอากาศได้เป็นปีละ 65 ล้านคน ตามโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 รวมทั้งพัฒนาระบบไอที ให้ทัดเทียมกับท่าอากาศยานสากลหลักในต่างประเทศ เพื่อยกระดับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้เป็นท่าอากาศยานสากลหลักในอนุภูมิภาค -พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการท่าเรือแหลมฉบังให้มีความทันสมัย และพัฒนาไอทีของท่าเรือแหลมฉบังให้ก้าวไปสู่การเป็นท่าเรืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Port) ที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายการขนส่งทางทะเลกับท่าเรือหลักทวีปต่างๆ ของโลก และการเตรียมการพัฒนาขยายขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าในระยะยาว เพื่อให้เป็นประตูการขนส่งระหว่างประเทศในอนุภูมิภาค 2.การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน แสวงหาและพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาแหล่งพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้านในฝั่งตะวันตก (ทวาย) พัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนภายในประเทศ 3.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม พัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อให้บริการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงหรือบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการและพัฒนาระบบการให้บริการภาครัฐผ่านโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูง และสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้สามารถใช้ประโยชน์จากบริการสื่อสารความเร็วสูงและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและสร้างรายได้ - ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบประกันภัย เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างหลักประกันความมั่นคงเศรษฐกิจและสังคมทุกระดับ ในการรองรับความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น 1.การเสริมสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการประกันภัยให้สังคมและประชาชน โดยสร้างความรู้ความเข้าใจด้านประกันภัยให้กับสังคมและประชาชน และต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหสอดคล้องกับความเสี่ยงของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมรวมทั้งกำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน 2.การสร้างมาตรฐานและการให้บริการคุ้มครองสิทธิแก่ผู้เอาประกันทุกภาคส่วนร่วม 3.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาระบบประกันภัยให้เข้มแข็ง โดยการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัยให้ให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย สอดคล้องกับสภาพการณ์เป็นไปตามมาตรฐานสากล 4.การศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งกองทุนมหันตภัย เพื่อเป็นกลไกหลักในการสร้างความมั่นคงและช่วยเหลือทุกภาคส่วนที่ได้รับรับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ - การบริหารจัดการเพื่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 3 ด้านคือ 1.การปรับปรุงระบบบริหารจัดการภัยพิบัติและสถานการณ์วิกฤต โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2555 โดยการจัดตั้งองค์กรและระบบบริหารจัดการภัยพิบัติและสถานการณ์วิกฤตที่มีเอกภาพ บูรณาการ และยืดหยุ่น ซึ่งต้องมีการศึกษาเพื่อกำหนดภารกิจที่จะต้องดำเนินการในการจัดการภัยพิบัติและสถานการณ์วิกฤตให้ชัดเจน และออกแบบรูปแบบขององค์กรและแนวทางการปรับกฎระเบียบและวิธีการปฏิบัติทางราชการที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับภารกิจดังกล่าว เพื่อให้เอื้อต่อการทำงานประสานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และต่างประเทศ โดยจะดำเนินการภายใน 9 เดือน 2.การจัดหาแหล่งเงินและรูปแบบการระดมทุนเพื่อการลงทุนโครงการพัฒนาระยะยาว โดยพิจารณารูปแบบการระดมทุนที่ไม่ได้พึ่งพาเงินงบประมาณแต่เพียงแหล่งเดียว Infrastrudure Fund การออกกฎหมายพิเศษกู้เงินเพื่อการพัฒนา การพิจารณาการใช้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพื่อร่วมลงทุนกับเอกชนในโครงการที่มีผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ เป็นต้น 3.การส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการขั้นพื้นฐานของภาครัฐเพิ่มขึ้น |