







![]() | วันนี้ | 803 |
![]() | วันก่อน | 3190 |
![]() | สัปดาห์นี้ | 6137 |
![]() | สัปดาห์ก่อน | 17897 |
![]() | เดือนนี้ | 55221 |
![]() | เดือนก่อน | 76165 |
![]() | ทั้งหมด | 2114330 |
| ข้อสอบ นโยบายรัฐบาล 3D SP-2 เรียนฟรี 15 ปี นโยบายจุรินทร์ |
|
| เขียนโดย pornchai phokanyo | |
| วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2009 เวลา 21:13 | |
|
นโยบายรัฐบาล นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ มาตรการเร่งด่วนระยะ 1 ปี นำประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังเกิดขึ้นและพัฒนาไปสู่การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน วิกฤตทางสังคมที่มีความแตกแยกและพัฒนาให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ยุติวิกฤตทางการเมืองและปฏิรูปการเมืองให้มีความมั่นคงตามแนวทางระบอบประชาธิปไตย แนวทางพื้นฐานหลัก 4 ประการ หนึ่ง ปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความมั่นคงในการเป็นศูนย์รวมจิตใจและความรักสามัคคีของคนในชาติ สอง สร้างความปรองดองสมานฉันท์ บนพื้นฐานของความถูกต้อง ยุติธรรมและความยอมรับของทุกภาคส่วน สาม ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ให้ขยายตัวอย่างยั่งยืน สี่ พัฒนาประชาธิปไตยและระบบการเมือง บริหารราชการแผ่นดินโดยน้อมนำหลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการใช้คุณธรรมนำความรู้ แบ่งการดำเนินการเป็น 2 ระยะ ระยะเร่งด่วน ระยะบริหารราชการ 3 ปี
1.นโยบายเร่งด่วน...ที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก 1.1 การสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ภาคประชาชนและเอกชนในการลงทุนและการบริโภค 1.1.1เสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติ หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชาติทุกกรณี ฟื้นฟูระเบียบสังคมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม สนับสนุนองค์กรตามรัฐธรรมนูญให้มีส่วนร่วมในการสร้างความสมานฉันท์ 1.1.2 จัดให้มีสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นองค์กรถาวร เพื่อแก้ไขปัญหาและพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยยึดมั่นหลักการสร้างความสมานฉันท์และแนวทาง เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาออกกำหนดจังหวัดชายแดนเป็นเขตพัฒนาพิเศษ 1.1.3 ปฏิรูปการเมืองโดยจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการศึกษาแนวทางการดำเริงการปฏิรูป โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อวางระบบบริหารประเทศให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อการพัฒนาประเทสอย่างยั่งยืน 1.1.4 เร่งสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทยในสายตาของชาวโลก 1.1.5 ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหาเป็นการเร่งด่วน โดยจัดทำเป็นแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะสั้นที่ครอบคลุมภาคเกษตรและเกษตรกร ภาคอุตสาหกรรม 1.1.6 เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 1.1.7 เร่งลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนที่มีความคุ้มค่ามากที่สุด เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างระบบบริการสุขภาพที่มุ่งสู่การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ 1.2 การรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชน 1.2.1 ดำเนินมาตรการชะลอการเลิกจ้าง โดยใช้มาตรการจูงใจเพื่อลดภาระของภาคเอกชนในการชะลอการเลิกจ้างงาน 1.2.2 ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้า เพื่อรองรับปัญหาแรงงานว่างงานจากภาคอุตสาหกรรมและนักศึกษาจบใหม่ โดยจัดโครงการฝึกอบรมแรงงานที่ว่างงานประมาณ 500,000 คน ในระยะเวลา 1 ปี 1.2.3 เร่งรัดดำเนินการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ถูกเลิกจ้างและผู้ว่างงานอันเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจ โดยการดูแลให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงจะได้ เช่น การเพิ่มวงเงินให้กองทุนสงเคราะห์และลูกจ้างเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง การดำเนินโครงการสานฝันแรงงานคืนถิ่น รวมทั้ง แรงงานนอกจากภาคเกษตรที่ถูกเลิกจ้างให้คืนสู่ภาคเกษตร 1.2.4 สร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ จัดสรรเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่แสดงความจำนงโดยการขอขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับการสงเคราะห์ รวมทั้งขยายเพดานให้กู้ยืมจากกองทุนผู้สูงอายุเป็น 30,000 บาทต่อราย 1.2.5 เพิ่มมาตรการด้านการคลัง 1.2.6 สร้างรายได้และศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก โดยการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง และจัดสรรเงินเพิ่มเติมให้จากวงเงินที่เคยจัดสรรให้เดิม พัฒนาแหล่งน้ำและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชน 1.2.7 ดำเนินมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ผ่านกลไกและเครื่องมือของรัฐให้มีประสิทธิภาพ และเร่งสร้างระบบประกันความเสี่ยงทางการเกษตร 1.2.8 เร่งรัดและพัฒนาตลาดและระบบการกระจายสินค้าของสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชน 1.2.9 จัดตั้งสภาเกษตรแห่งชาติ เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายและวางแผนพัฒนาการเกษตรอย่างเป็นระบบ 1.2.10 ส่งเสริมบทบาทอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในการส่งเสริมสุขภาพในท้องถิ่น/ชุมชน การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ การดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล 1.3 การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน 1.3.1 ให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี 1.3.2 กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการที่มีความจำเป็นต่อกาครองชีพ ให้มีราคาเป็นธรรม 1.3.3 ใช้กองทุนน้ำมันใยการรักษาเสถียรภาพของราคาน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ 1.4 จัดตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เร่งรัดติดตาม แก้ไขปัญหา ลดขั้นตอนในการปฏิบัติ และกำหนดมาตรการและโครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะเร่งด่วน 2. ระยะเวลาบริหารราชการ 3 ปี ของรัฐบาล ข้อ 2-8 2. นโยบายความมั่นคงของรัฐ 3.นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต 4.นโยบายเศรษฐกิจ 5.นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6.นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม 7.นโยบายต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 8.นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี นโยบายการศึกษารัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 1. ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการ ปรับปรุง กฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และระดมทรัพยากรเพื่อการปรับปรุงการบริหารจัดการศึกษา พัฒนาครู พัฒนาระบบการคัดเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตร รวมทั้งปรับหลักสูตรวิชาแกนหลักรวมถึงวิชาประวัติศาสตร์ ปรับบทบาทการศึกษานอกโรงเรียนเป็นสำนักงานการศึกษาตลอดชีวิต และจัดให้มีศูนย์การศึกษาตลอดชีวิต กระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อนำไปสู่เป้าหมายคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นคุณธรรมนำความรู้ อย่างแท้จริง 2. ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นในระดับ อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เพื่อให้ตอบสนองความต้องการด้านบุคลากรของภาคเศรษฐกิจ 3.พัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ได้ครูดี ครูเก่ง มีคุณธรรม มีคุณภาพ มีวิทยฐานะสูงขึ้น ลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนตามโครงการคืนครูให้นักเรียน การปรับโครงสร้างหนี้การจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตครู 4.จัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เกิดความเสมอภาค แก่ประชาชนในกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทั้งผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ อยู่ในสภาวะยากลำบาก ผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา ชนต่างวัฒนธรรม ยกระดับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชน 5. ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาไปสู่ความเป็นเลิศ ปรับเงินเดือนค่าตอบแทนของผู้สำเร็จการศึกษาระดับอาชีวศึกษาให้สูงขึ้น 6. ปรับปรุงระบบบริหารจัดการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ประนอมไกล่เกลี่ยหนี้ ขยายกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและปริญญาตรีเพิ่มขึ้น 7. เด็ก เยาวชน ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ 8. เร่งรัดการลงทุนด้านการศึกษาและการเรียนรู้อย่างบูรณาการมนทุกระดับการศึกษา ใช้พื้นที่และโรงเรียนเป็นฐานในการบูรณาการทุกมิติ ยึดเกณฑ์การประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา เป็นหลักในการยกระดับคุณภาพโรงเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่งเสริมความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย ศูนย์กลางทางการศึกษาและวิจัยพัฒนาในภูมิภาค
นโยบายรัฐบาลด้านการศึกษา นโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ภารกิจเบื้องต้นที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ 1.โครงการเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ซึ่งต้องมีการแปลงเป็นแผนปฏิบัติ โดยมีเงื่อนเวลาบังคับ ลงมือปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมในปีการศึกษา 2552 2. การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการศึกษารอบสอง โดยต้องเน้นเป้าหมายที่คุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม และความเป็นไทยและสำคัญที่สุด ทำอย่างไรให้เป็นรูปธรรม 3. เติมเต็มการศึกษาทั้งระบบให้ครบวงจร โดยให้ความสำคัญกับการศึกษานอกระบบเท่ากับการศึกษาในระบบ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้เกิดทั้งระบบ 4. การมีส่วนร่วมทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการต้องทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา บุคลากรทางการศึกษาหรือหน่วยงานอื่น โดยอย่างยิ่งภาคเอกชน อันเป็นภาคเศรษฐกิจที่ต้องตอบสนองแรงงาน เพื่อไม่ให้มีปัญหาการตกงาน เพราะจะเป็นการสูญเปล่าทางการศึกษา นโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 49 ได้บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปี” พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 10 วรรค 1 บัญญัติว่า “การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” นโยบายเร่งด่วน การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี ปีการศึกษา 2552 นโยบายของรัฐด้านการศึกษา ข้อ 3.1.4 จัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี ตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย เพิ่มโอกาสทางการศึกษา ผู้ด้อยโอกาส ทั้งผู้ยากไร้ ผู้พอการหรือ ทุพพลภาพ ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ผู้บกพร่อง รวมทั้งยกระดับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก ในชุมชน วัตถุประสงค์ เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับรายการ หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สาระสำคัญของนโยบาย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
หนังสือเรียน 1. ก่อนประถมศึกษา หนังสือเสริมประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย 2. ประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา 8 กลุ่มสาระทุกระดับชั้น อุปกรณ์การเรียน ที่จำเป็นสำหรับนักเรียน ประกอบด้วย แบบฝึกหัดกลุ่มสาระการเรียนรู้ (ระดับประถมศึกษา ประกอบด้วย คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ) สมุด ปากกา ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด เครื่องมือเรขาคณิต วัสดุฝึก ICT (CD) สำหรับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1- ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กระดาษ A4 สีเทียน ดินน้ำมันไร้สารพิษ สำหรับผู้เรียนระดับก่อนประถมศึกษา ก่อนประถมศึกษา 100 บาท/ภาคเรียน ประถมศึกษา 195 บาท/ภาคเรียน มัธยมศึกษาตอนต้น 210 บาท/ภาคเรียน มัธยมศึกษาตอนปลาย 230 บาท/ภาคเรียน เครื่องแบบนักเรียน ประกอบด้วย เสื้อ/กางแกง/กระโปรง คนละ 2 ชุด/ปี ก่อนประถมศึกษา 300 บาท/คน ประถมศึกษา 360 บาท/คน มัธยมศึกษาตอนต้น 450 บาท/คน มัธยมศึกษาตอนปลาย 500 บาท/คน มีชุดนักเรียนเพียงพอแล้ว สามารถซื้อเข็มขัด รองเท้า ถุงเท้า ชุดลูกเสือ/เนตรนารี/ ยุวกาชาด/ชุดกีฬาได้
กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่สถานศึกษา จัดขึ้น ประกอบไปด้วย 1. กิจกรรมวิชาการ 2. กิจกรรมคุณธรรม/ลูกเสือ/เนตรนารี/ยุวกาชาด 3.ทัศนศึกษา 4.การบริการสารสนเทศ ต้องให้ภาคี 4 ฝ่าย (ผู้แทนครู ผู้แทนผู้ปกครองนักเรียน ผู้แทนชุมชน และผู้แทนกรรมการนักเรียน) คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีส่วนร่วมในการพิจารณา กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 1.กิจกรรมวิชาการ เพิ่มเติมจากการเรียนปกติในชั้นเรียน เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ส่งเสริมเด็กเก่งให้มีความเป็นเลิศและแก้ไขข้อบกพร่องของนักเรียนเรียนอ่อนให้มีศักยภาพสูงขึ้น เช่น ค่ายวิทย์-คณิตคิดสนุก ค่ายทักษะชีวิต ค่ายภาษาพาเพลิน (แก้ปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้) ปีละ 1 ครั้ง 2. กิจกรรมคุณธรรม/ลูกเสือ/เนตรนารี/ยุวกาชาด ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่ดีงาม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ กิจกรรมคุณธรรม เช่น ค่ายเด็กดีของชุมชน ค่ายรักษ์โลก ค่ายรักษ์สัตว์ ค่ายยุวชนคนดี กิจกรรมอาสาพัฒนา เป็นต้น ลูกเสือ/เนตรนารี/ยุวกาชาด เป็นกิจกรรมภาคปฏิบัติในการเรียนลูกเสือ/เนตรนารี/ยุวกาชาด โดยให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกทักษะการจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การใช้ชีวิตร่วมกันเป็นหมู่คณะ การเดินทางไกล การอยู่ค่ายพักแรม การผจญภัย ปีละ 1 ครั้ง 3. ทัศนศึกษา กิจกรรมศึกษาตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์เพิ่มเติมจากการเรียนในห้องเรียน ปีละ 1 ครั้ง 4. การบริการสารสนเทศ/ICT การให้บริการ ICT/คอมพิวเตอร์ เพิ่มเติมจากการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์พื้นฐานตามหลักสูตรปกติ การให้บริการสืบค้นความรู้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต การให้บริการคอมพิวเตอร์ในการจัดทำสื่อ รายงานการนำเสนอข้อมูลการออกแบบสร้างสรรค์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 40 ชั่วโมง/ปี/คน งบประมาณกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนต่อนักเรียน 1 คน ก่อนประถมศึกษา 215 บาท/ภาคเรียน ประถมศึกษา 240 บาท/ภาคเรียน มัธยมศึกษาตอนต้น 440 บาท/ภาคเรียน มัธยมศึกษาตอนปลาย 475 บาท/ภาคเรียน
แนวทางการจัดซื้อจัดหา หนังสือเรียน ก. การคัดเลือกหนังสือเรียน ครูผู้สอน เป็นผู้เลือกหนังสือเรียน เสนอให้คณะกรรมการวิชาการ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการภาคี 4ฝ่าย (ผู้แทนครู ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนชุมชน และผู้แทนกรรมการนักเรียน) ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกหนังสือเรียน ตรงตามหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด เว็บไซต์ http://210.1.20.39/new2551/node/107 มีผู้ขาย ไม่ต่ำกว่า 3 ราย ข. การจัดซื้อ 1.1 วิธีตกลงราคา 1.2 วิธีสอบราคาและวิธีประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่จัดซื้อหนังสือเรียนเป็นชุด 2. เมื่อดำเนินการจัดซื้อหนังสือเรียบร้อยแล้ว ให้สถานศึกษาลงบัญชีวัสดุหนังสือเรียน เพื่อสะดวกในการตรวจสอบ 3. จัดระบบการยืมหนังสือเรียน 4. เงินเหลือจากการดำเนินการจัดซื้อ สามารถนำไปใช้จ่ายรายการโครงการเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ได้ตามความจำเป็น และเหมาะสม โดยผ่านความเห็นชอบร่วมกันของภาคี 4 ฝ่าย คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เครื่องแบบนักเรียน เงินงบอุดหนุนทั่วไป จัดซื้อเครื่องแบบนักเรียนคนละ 2 ชุด 1. แต่งตั้งผู้จ่ายเงินอย่างน้อย 2 คน เพื่อร่วมกันจ่ายเงินให้กับนักเรียน 2. หากพบว่านักเรียนไม่มีเครื่องแบบนักเรียน โดยที่นำเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่นที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ผู้ปกครองจะต้องคืนเงินให้แก่ราชการ 3. เงินค่าเครื่องแบบนักเรียนที่เหลือ นำไปใช้จ่ายในรายการโครงการเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ได้ตามความจำเป็น และเหมาะสม
อุปกรณ์การเรียน 1. ระดับก่อนประถมศึกษา เช่น กระดาษ สีเทียน ดินน้ำมันไร้สารพิษ เป็นต้น 2. ระดับประถมศึกษา เช่น แบบฝึกหัด สมุด ดินสอ ยางลบ ปากกา ไม้บรรทัด ไม้โปรแทรกเตอร์ วัสดุฝึก ICT 3. ระดับมัธยมศึกษา เช่น สมุด ยางลบ ปากกา ดินสอ ไม้บรรทัด ไม้โปรแทรกเตอร์ เครื่องมือเลขาคณิต วัสดุฝึก ICT
กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 1. กิจกรรมวิชาการ ปีละ 1 ครั้ง 2. กิจกรรมคุณธรรม/ลูกเสือ/เนตรนารี/ยุวกาชาด ปีละ 1 ครั้ง 3. กิจกรรมการทัศนศึกษา ปีละ 1 ครั้ง 4. การให้บริการสารสนเทศ/ICT ปีละ 40 ชั่วโมง/คน
การติดตามควบคุมและกำกับ 1.พัฒนาระบบการควบคุมภายในสถานศึกษาโดยให้ภาคี 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ผู้แทนครู ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนชุมชน และกรรมการนักเรียน ถ้าเป็นสถานศึกษาขนาดเล็ก (มีนักเรียนน้อยกว่า 300 คน) ให้มีได้อย่างน้อยฝ่ายละ 1 คน สำหรับสถานศึกษาขนาดใหญ่ (มีนักเรียน 301 คนขึ้นไป) ให้มีได้ไม่น้อยกว่าฝ่ายละ 2 คน โดยการเสนอชื่อของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และให้กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือ ดูแล สนับสนุนและแก้ปัญหา 2. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจัดตั้งคณะกรรมการประสานงาน ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานภายในเขตพื้นที่การศึกษา 3. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นบานจัดตั้งคณะกรรมการติดตามขั้นตอนการบริหารจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนได้รับการสนับสนุนรายการหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนทั่วถึงและเท่าเทียม 2. นักเรียนมีความพร้อมที่จะเรียน เนื่องจากได้รับการสนับสนุนหนังสือ อุปกรณ์การเรียนและเครื่องแบบนักเรียนครบทุกคน 3.สถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 4. ผู้ปกครองนักเรียนได้รับการบรรเทาภาระค่าครองชีพ เนื่องจากลดค่าใช้จ่ายในเรื่องหนังสือแบบเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน สามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันในเรื่องอื่นๆ ได้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง
คุณสมบัติหนังสือเสริมประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย สิ่งที่ควรคำนึง 1. สอดคล้องกับหลักการจัดประสบการณ์ 2. ตรงกับจุดมุ่งหมายและเรื่องที่สอน 3. เหมาะสมกับวัยและความสามารถของเด็ก อายุ 4-5 ปี เด็กวัยนี้เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น ต้องการที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้มาจากไหน ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ นิทาน ควรจะเป็นเรื่องสั้น มีตัวละครตัวเอกเพียงตัวเดียว และตัวละครร่วม อีก 2-3 ตัว อายุ 5-6 ปี เริ่มสนใจโลกของความเป็นจริง แยกอดีต ปัจจุบันได้ รู้จักสิ่งแวดล้อมที่ห่างตัวมากขึ้น ควรส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา จะเป็นเรื่องจริงในปัจจุบัน หรือเป็นเรื่องประเภทวีรบุรุษทั้งหลายก็ได้ แผนยุทธศาสตร์ตามนโยบายสถานศึกษา 3 ดี (3D)
3 ดี Democracy ส่งเสริมประชาธิปไตย Decency คุณธรรมความเป็นไทย Drug ห่างไกลยาเสพติด
กระบวนการจัดการศึกษาที่สมบูรณ์จึงเปรียบเสมือนเหรียญทั้งสองด้าน คือ ด้านหนึ่งเป็นการจัดการเรียนการสอนและจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาแต่ละช่วงชั้น สร้างองค์ความรู้ กระบวนการวิเคราะห์ อีกด้านหนึ่งคือการบ่มเพาะ กล่อมเกลา ปลูกฝัง และปลุกจิตสำนึก เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม มีความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เกิดความตระหนักในบทบาทหน้าที่ขึ้นในจิตใจ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข สถานศึกษามีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนและร่วมการจัดการศึกษา จึงมีส่วนสำคัญในการจัดการเรียนการสอน และจัดกิจกรรมที่จะส่งเสริมสนับสนุน และพัฒนาผู้เรียนอย่างเหมาะสม โดยการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นภารกิจทั้ง 3 ด้าน (3D) ได้แก่ ด้านประชาธิปไตย (Democracy) ด้านคุณธรรมจริยธรรมและความเป็นไทย (Decency) และด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด (Drug-free)
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน 1. ด้านประชาธิปไตย (Democracy) มีความตระหนัก เห็นความสำคัญ ศรัทธา และเชื่อมั่นการปกครองระบบประชาธิปไตย รังเกียจการทุจริต ต่อต้านการซื้อสิทธิขายเสียง 2. ด้านคุณธรรมจริยธรรมและความเป็นไทย (Decency) มีคุณธรรม จริยธรรม ความดีงาม รู้ผิดชอบชั่วดี มีความภูมิใจในความเป็นไทย และยึดถือปฏิบัติอยู่ในวิถีชีวิต 3. ด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด (Drug-free) รู้จักหลีกเลี่ยงห่างไกลยาเสพติด
วิสัยทัศน์ มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่ดี 3 ด้าน คือ ด้านประชาธิปไตย ด้านคุณธรรมจริยธรรมและความเป็นไทย และด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน
พันธกิจ 1. จัดการเรียนรู้ ด้านประชาธิปไตย ด้านคุณธรรม จริยธรรมและความเป็นไทย และด้านภูมิคุ้นกันภัยจากยาเสพติด 2. ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสถานศึกษาสู่ระดับ 3 ดี
ยุทธศาสตร์ 1. สถานศึกษามีระบบการบริหารจัดการที่ดี มุ่งมั่นพัฒนาโดยยึดหลักธรรมาภิบาล 2. มีการจัดการเรียนการสอนและจัดกิจกรรมที่เน้นการสร้างองค์ความรู้และคุณลักษณะ 3 ดี แก่ผู้เรียน 3. จัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศการทำงานให้เป็นแบบอย่างที่ดี เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียน
ประเด็นยุทธศาสตร์ การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา
เป้าประสงค์ 1. ผู้เรียนได้รับการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตามนโยบาย 3 ดี 2. สถานศึกษาได้รับการรับรองคุณภาพและมาตรฐานระดับ 3 ดี
ตัวชี้วัดและเป้าหมาย 1. ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพสถานศึกษา 3 ดี (ร้อยละ 80) 2. ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา มีองค์ความรู้และการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพสถานศึกษา 3ดี (ร้อยละ 80) 3. สถานศึกษาที่มีการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนตามเกณฑ์คุณภาพระดับ 3 ดี (ร้อยละ 100) 4. สถานศึกษาที่ผ่านเกณฑ์การประเมินคุณภาพระดับ 3 ดี (ร้อยละ 80) 5. สำนักเขตพื้นที่การศึกษาที่มีระบบบริหารจัดการความรู้ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพสถานศึกษา 3 ดี (ร้อยละ 80)
กลยุทธ์ 1. เร่งรัดพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนทุกระดับ 2. จัดการเรียนรู้ ด้านประชาธิปไตย ด้านคุณธรรม จริยธรรมและความเป็นไทย และด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด ในระบบการศึกษา 3. พัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ให้มีองค์ความรู้และทักษะการจัดกิจกรรมที่มีคุณภาพ 4. พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อเพื่อการเรียนรู้ 5. ส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาพัฒนาเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพ 3 ดี
หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน - จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายสถานศึกษา 3 ดี - พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพ 3 ดี - สนับสนุนให้ระบบเครือข่ายในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดำเนินงาน - กำกับ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานสถานศึกษาในสังกัด
แนวทางการดำเนินงานตามนโยบายสถานศึกษา 3 ดี
หลักการ 1. สถานศึกษาทุกระดับ ทุกสังกัด ต้องจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามนโยบาย 3 ดี ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ประชาธิปไตย (Democracy) ด้านคุณธรรมจริยธรรมและความเป็นไทย (Decency) และด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด (Drug-free) 2. หน่วยงานในพื้นที่ พิจารณาคัดเลือกตามลำดับจนถึงกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอรับใบประกาศเกียรติคุณจากรัฐมนตรีว่าการการกระทรวงศึกษาธิการ 3. เกณฑ์การประเมินคุณภาพสถานศึกษา 3 ดี จะพิจารณาคัดเลือกโดยผ่านการรับรองจากคณะกรรมการสถานศึกษา องค์กรหรือหน่วยงานในพื้นที่ ชุมชน และหน่วยงานต้นสังกัดตามลำดับ
การดำเนินงานคัดเลือกสถานศึกษา 3 ดี ระดับจังหวัด มอบหมายให้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ดำเนินการคัดเลือกและประเมินผลสถานศึกษาทุกระดับ ทุกสังกัด ระดับเขตตรวจราชการ มอบหมายให้ สำนักงานบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการศึกษาทุกเขต ระดับประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นฝ่ายเลขานุการ
แนวทางกิจกรรม เป็นกิจกรรมเชิงลึกที่นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ ที่มุ่งเป้าหมายทำให้ผู้เรียนมีประชาธิปไตย ต่อต้านการทุจริต ซื้อสิทธิ์ขายเสียง อยู่ในมโนสำนึก รู้ผิดชอบชั่วดี มีวิถีปฏิบัติอันดีงามในชีวิตจริง และมีส่วนต่อต้านยาเสพติดอย่างจริงจัง
หลักการจัดกิจกรรม 1. กำหนดในแผนงาน/โครงการประจำปีของสถานศึกษา 2. สอดแทรกในเนื้อหาวิชาในการจัดกลุ่มสาระการเรียนรู้ 3. มีการส่งเสริมการจัดกิจกรรมที่ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน 4. ดำเนินการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน และท้องถิ่น
ตัวอย่างกิจกรรม 1. กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย 1. เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กิจกรรม อบต.น้อย/เทศบาลน้อย จัดให้สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ 2. การดำเนินงานสภานักเรียนนักศึกษา กรรมการนักเรียนนักศึกษา 3. การจัดค่ายประชาธิปไตย/กิจกรรมประชาธิปไตยลงสู่ชุมชน 4. การส่งเสริมกิจกรรมสร้างสำนึกความรักชาติ 5. นำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในกาบริหารจัดการสถานศึกษา 2. กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นไทย 1. กิจกรรมพัฒนาคุณธรรมที่สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา วัด ศาสนสถานและชุมชน ครูพระสอนศีลธรรมในสถานศึกษา กิจกรรมจิตอาสา ค่ายพุทธบุตร พุทธธรรม ค่ายคุณธรรมจริยธรรม 2. กิจกรรมที่ส่งเสริมการนิยมไทย ประวัติศาสตร์ชาติไทย หรือความภูมิใจในความเป็นไทย 3. มีการบริหารจัดการสถานศึกษาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3. กิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 1. มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2. กิจกรรมนักเรียนแกนนำ ครูแกนนำ กิจกรรมรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กิจกรรมชมรม TO BE NUMBER ONE การประกวดดนตรี แข่งขันกีฬา เปิดเวทีให้แสดงออก การจัดนิทรรศการความรู้ 3. การบริหารจัดการด้านสวัสดิศึกษา เช่น การขจัดมุมอับลับตา 4. มีแหล่งเรียนรู้ต้านยาเสพติด 5. มีการประสานความร่วมมือการดำเนินงานร่วมกับชุมชน ท้องถิ่น ริ่มดำเนินงานตามนโยบาย มิถุนายน 2552
โครงการพัฒนาห้องสมุดในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานภายใต้ แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555
โครงการพัฒนาห้องสมุดในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน งบประมาณ ปี 2553
ความสำคัญและความเป็นมา รัฐมนตรีว่าการประทรวงศึกษาธิการ กำหนดนโยบายการพัฒนาห้องสมุด “ห้องสมุด 3 ดี” ได้แก่ หนังสือดี บรรยากาศดี บรรณารักษ์ดี ห้องสมุดจึงเปรียบเสมือนโลกใบใหญ่แห่งการเรียนรู้ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้คำนิยาม “ห้องสมุดในดวงใจต้องสะดวก สบาย หลากหลาย มีสีสัน และไม่สับสนวุ่นวาย” ห้องสมุดนอกจากจะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ ห้องสมุดต่างจากห้องเรียนตรงที่ห้องสมุดสามารถเข้าใช้บริการได้ทุกเพศทุกวัย ทำอย่างไรห้องสมุดจะเกิดการเคลื่อนไหวทางความรู้ ต้องจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ หมุนเวียน นิทรรศการต่างๆ นิทรรศการหนังสือใหม่ นิทรรศการวันสำคัญ นิทรรศการด้านความรู้ กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน การแข่งขัน/การประกวดด้านการอ่าน
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อยกระดับคุณภาพห้องสมุดในโรงเรียนทุกโรง 2. เพื่อจัดให้มีหนังสือและสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการและเหมาะสมกับนักเรียน ครู ผู้บริหาร และคนในชุมชน 3. เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อม และจัดบรรยากาศในห้องสมุดที่เอื้อต่อการอ่านและ การเรียนรู้ 4. เพื่อพัฒนาและจัดให้มีครูบรรณารักษ์ หรือผู้ที่ทำหน้าที่บรรณารักษ์ในโรงเรียนทุกโรง
แนวคิดหลักในการพัฒนาห้องสมุดโรงเรียน ยึดหลัก 3 ดี ได้แก่ 1.หนังสือและสื่อการเรียนรู้ดี คือ ทุกห้องสมุดต้องมีจำนวนหนังสือ อย่างน้อย 5 เล่ม ต่อ นักเรียน 1 คน กลุ่มหนังสือที่ห้องสมุดต้องมีได้แก่ - กลุ่มหนังสือส่งเสริมการเรียนการสอน - กลุ่มหนังสืออ้างอิง หนังสือพระราชนิพนธ์ สารานุกรม - กลุ่มหนังสือดีที่ควรอ่าน - ของเล่นเด็ก สร้างสรรค์ เช่น บล็อกไม้ ตัวต่อภาพ 2. บรรยากาศและสถานที่ดี ทุกโรงเรียนต้องมีห้องสมุดอย่างน้อยขนาด 1 ห้องเรียนขึ้นไป มีการจัดมุมหรือองค์ประกอบแบ่งเป็น ส่วนที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าอ้างอิง ส่วนอ่านเพื่อการพักผ่อน หรือดูหนัง ฟังเพลง ส่วนการสืบค้นข้อมูลผ่านเครือข่าย ฯลฯ 3. ครูบรรณารักษ์และกิจกรรมดี คือ ทุกโรงเรียนต้องมีครูบรรณารักษ์หรือผู้จัดทำหน้าที่บรรณารักษ์ อย่างน้อย 1 คน สำหรับการให้บริการอย่างน้อยต้องให้บริการได้ในช่วงเวลาเช้าก่อนเข้าห้องเรียน พักกลางวัน และหลังเลิกเรียน และมีการจัดกิจกรรมห้องสมุดและกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. ทุกโรงเรียนมีห้องสมุดที่มีความพร้อมทั้งด้านหนังสือ สื่อการเรียนรู้ สื่อICT ที่ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครองและชุมชน 2. ทุกโรงเรียนที่มีห้องสมุดจะได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัยทั้งด้านอาคารสถานที่ และบรรยากาศการเอื้อต่อการอ่านและการเรียนรู้ 3. ทุกโรงที่มีห้องสมุดระดับมาตรฐาน ได้รับการพัฒนาเป็นห้องสมุดสมัยใหม่ 4. ทุกโรงมีครูบรรณารักษ์ หรือผู้ที่ทำหน้าที่บรรณารักษ์ที่มีคุณภาพ สามารถบริหารจัดการห้องสมุดแนวใหม่และมีความรู้ความสามารถในการจัดกิจกรรมห้องสมุดและกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน 5. องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาโรงเรียน กิจกรรมในโครงการ 1.หนังสือและสื่อการเรียนรู้ดี 1.1. จัดหา รวบรวมรายชื่อหนังสือที่ต้องมีทุกโรงเรียน เช่น หนังสือพระราชนิพนธ์ พระนิพนธ์ สารานุกรม พจนานุกรม ฯลฯ 1.2. จัดหา รวบรวมรายชื่อหนังสือดีมีคุณภาพ 1.3. จัดทำ จัดหา รวบรวมรายชื่อสื่อมัลติมีเดียเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ใน 8 กลุ่มสาระเรียนรู้ 1.4. ตรวจสอบคุณภาพหนังสือ/สื่อการเรียนรู้ 1.5. จัดหาสื่อการเรียนการสอนประเภทหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) และสื่อมัลติมีเดีย 1.6. จัดประกวดเพื่อคัดเลือกหนังสือดีเด่นทั้งของสำนักพิมพ์เอกชนและของครู/นักเรียน 1.7. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนส่งเสริมให้มีการจัดทำ/จัดให้มี/พัฒนาหนังสือดีมีคุณภาพ 2. บรรยากาศและสถานที่ดี 2.1 จัดทำแบบแปลนการจัดห้องสมุดยุคใหม่ในรูปแบบต่างๆ ตามขนาด/ประเภทนักเรียน และพื้นที่ใช้สอย 2.2 จัดทำรายการมาตรฐานวัสดุ ครุภัณฑ์ที่ใช้ในห้องสมุดประเภทต่างๆ 2.3 จัดทำคู่มือห้องสมุดและการบริหารจัดการในรูปของหนังสือและสื่อมัลติมีเดีย 2.4 ปรับปรุง ซ่อมแซม ตกแต่งห้องสมุดให้มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการอ่านและการเรียนรู้ และเหมาะสมกับวัยของผู้ใช้บริการ 2.5 จัดพื้นที่เพื่อทำห้องสมุดในโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนที่ยังไม่มีห้องสมุดเป็นสัดส่วน 2.6 สรรหา ส่งเสริม สนับสนุนด้านความร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน 3. บรรณารักษ์และกิจกรรมดี 3.1 จัดให้มีครูบรรณารักษ์ หรือผู้ทำหน้าที่บรรณารักษ์ทุกโรงเรียน (ส่วนหนึ่งได้จากโครงการคืนครูให้นักเรียน) 3.2 อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับครูบรรณารักษ์ ในด้านการบริหารจัดการห้องสมุด ยุดใหม่ การจัดบรรยากาศ การตัดกิจกรรมก้องสมุด และกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน 3.3 จัดทำคู่มือ/แนวทางการคัดเลือกหนังสือ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน การดูแลรักษาหนังสือ และสื่อการเรียนรู้ประเภทต่างๆ การใช้ห้องสมุดในการจัดการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระ 3.4 ส่งเสริม สนับสนุนให้หน่วยงานและองค์กรภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา
กลุ่มเป้าหมาย โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกโรงจำนวน 31,821 โรงเรียน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 โรงเรียนมัธยมศึกษาสู่มาตรฐานสากล จำนวน 3,173 คน - โรงเรียนในฝัน จำนวน 2,500 โรง กลุ่มที่ 2 โรงเรียนขนาดเล็กสู่ศูนย์การเรียนรู้คุณภาพ จำนวน 10,529 โรง - ผ่านมาตรฐาน จำนวน 4,000 โรง - ผ่านมาตรฐาน จำนวน 3,000 โรง - ไม่ผ่านมาตรฐาน จำนวน 3,529 โรง กลุ่มที่ 3 โรงเรียนการศึกษาพิเศษ/โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ จำนวน 93 โรง กลุ่มที่ 4 โรงเรียนยกระดับคุณภาพห้องสมุด จำนวน 18,026 โรง - ขนาดเล็ก จำนวน 3,386 โรง - อื่นๆ จำนวน 14,440 โรง - อื่นๆ จำนวน 200 โรง
การจัดสรรงบประมาณ งบประมาณของโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จำนวน 3,044,754,000 บาท แยกเป็น ดี 1 หนังสือและสื่อการเรียนรู้ดี จำนวน 1,498,120,000 บาท ดี 2 บรรยากาศและสถานที่ดี จำนวน 1,546,634,500 บาท ดี 2 บรรณารักษ์และกิจกรรมดี จำนวน 320,000,000 บาท
ดี 1 หนังสือและสื่อการเรียนรู้ดี
แนวทางสนการจัดหาหนังสือเข้าห้องสมุด พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญกับสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฺฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง มาตรา 25 รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้สถานศึกษามีแนวทางในการจัดซื้อเข้าห้องสมุดเป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม 2. เพื่อให้ห้องสมุดมีหนังสือที่มีสารประโยชน์ และเหมาะสมตรงกับความต้องการของผู้เรียน 3. เพื่อส่งเสริมการใช้หนังสือเพื่อการอ่านและการเรียนรู้ให้มากยิ่งขึ้น 4. เพื่อส่งเสริมให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
เกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกหนังสือ 1. เนื้อหาสาระ ถูกต้องตามหลักวิชาการ สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ มีความเป็นปัจจุบันทันสมัย บันเทิงคดีหรือส่งเสริมการอ่าน ควรมีเนื้อหาสาระที่สร้างสรรค์ ส่งเสริมจินตนาการ 2. ความถูกต้องของข้อมูล มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหนังสือประเภทอ้างอิง สารคดี และหนังสือวิชาการอื่นๆ 3. ภาพประกอบของหนังสือ ควรพิจารณาให้มีความถูกต้องและเหมาะสมกับประเภท ของหนังสือ 4. การใช้ถ้อยคำสำนวนภาษา ถ้อยคำภาษาถูกต้อง สื่อความหมายได้ชัดเจน อ่านเข้าใจง่าย เหมาะสม 5. ความถูกต้องตามอักขรวิธี ต้องคำนึงถึงความถูกต้องตามอักขรวิธี 6. ราคาหนังสือ การพิจารณาราคาหนังสือต้องคำนึงถึงความเหมาะสมด้านปริมาณและคุณภาพของหนังสือ 7. ส่วนลดของหนังสือ ควรนำส่วนลดมาจัดซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น ถ้าหนังสือเล่มใดมีส่วนลดมากเป็นพิเศษควรพิจารณาให้รอบคอบเพราะอาจจะทำให้ได้หนังสือที่ไม่มีคุณภาพ 8. องค์ประกอบอื่นๆ ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ จำนวนครั้งที่พิมพ์
ประเภทหนังสือที่ควรจัดซื้อ 1. หนังสืออ้างอิง เป็นหนังสือที่ใช้เป็นเครื่องมือในกาค้นคว้าที่จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถแสวงหาความรู้ ข้อเท็จจริง และตอบคำถามได้ในเวลาที่รวดเร็ว เพราะหนังสืออ้างอิงจะมีการจัดลำดับเนื้อหาไว้อย่างมีระเบียบ หนังสืออ้างอิงที่ควรจัดไว้ในห้องสมุด ได้แก่ - พจนานุกรม - สารานุกรมไทย - อักขรานุกรม - สารานุกรมทั่วไป - หนังสือพระราชนิพนธ์ 2. หนังสือสารคดี มุ่งให้ความรู้แก่ผู้อ่าน มีเนื้อหาครอบคลุมวิชาการสาขาต่างๆ ที่มิใช่หนังสือเรียน ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ 3. หนังสือบันเทิงคดี - นวนิยาย - เรื่องสั้น - บทละคร - บทร้อยกรอง 4. หนังสือเด็กและเยาวชน 5. หนังสือเสริมประสบการณ์ เป็นหนังสือที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนในการศึกษาค้นคว้าให้มีความรู้กว้างขวางยิ่งขึ้น เนื้อหาสาระอิงหลักสูตร ช่วยให้การจัดการเรียนรู้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้อ่านเกิดทักษะในการอ่านและมีนิสัยรักการอ่านมากยิ่งขึ้น หนังสืออ่านนอกเวลา หนังสืออ่านเพิ่มเติม หนังสือส่งเสริมการอ่าน 6. เอกสารเกี่ยวกับหลักสูตรสำหรับครู หลักสูตร เอกสารประกอบหลักสูตร คู่มือครู แผนการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ เป็นต้น 7. วารสารและนิตยสาร 8. หนังสือพิมพ์
แนวทางการดำเนินงานสำหรับเขตพื้นที่การศึกษา/สถานศึกษา
1. ส่งเสริมสนับสนุน และให้คำปรึกษาในการจัดซื้อหนังสือและการส่งเสริมการใช้หนังสือเพื่อการอ่านและการเรียนรู้ให้กับสถานศึกษาภายในเขตพื้นที่การศึกษา 2. จัดนิทรรศการ/ตลาดนัดหนังสือโดยเชิญชวนร้านค้าและสำนักพิมพ์ต่างๆ มาร่วมจำหน่ายหนังสือ 3. ดำเนินการนิเทศ กำกับติดตามการจัดซื้อหนังสือและส่งเสริมการใช้หนังสือเพื่อการอ่านและการเรียนรู้ให้เกิดประสิทธิผล 4. สรุปและรายงานผลการดำเนินงานเสนอสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สถานศึกษา
1. ดำเนินการให้มีการจัดซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อให้ห้องสมุดมีหนังสือที่มีคุณภาพ และเพียงพอกับจำนวนผู้ใช้ 2. แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกหนังสือสำหรับห้องสมุดโรงเรียน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหาร หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้หรือผู้แทน ครูบรรณารักษ์ ผู้เรียน ฯลฯ ตามแนวทางในการจัดซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดสำหรับเขตพื้นที่การศึกษา/สถานศึกษา 3. ดำเนินการจัดซื้อตามงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร และรายชื่อที่คัดเลือกไว้ 4. กำหนดนโยบายให้มีการใช้หนังสือเพื่อการสร้างนิสัยรักการอ่าน โดยส่งเสริมให้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน และกำหนดให้ครูผู้สอนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ห้องสมุด 5. ส่งเสริมสนับสนุนให้ห้องสมุดมีการพัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ยั่งยืน 6. ส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการใช้หนังสื่อเพื่อการสร้างนิสัยรักการอ่าน 7. จัดให้มีโครงการ/กิจกรรมส่งเสริมนิสัยการรักการอ่าน และให้กำหนดไว้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาวิชาการของสถานศึกษา 8. มีนิเทศ กำกับ ติดตาม ประเมินผล สรุปและรายงานผลการดำเนินงานเสนอเขตพื้นที่การศึกษา
1. ให้ความสนใจกับหนังสือใหม่ 2. จัดทำแผนการเรียนรู้บูรณาการการส่งเสริมการอ่านและการใช้ห้องสมุด 3. ให้ความร่วมมือกับครูบรรณารักษ์ในการจัดหาหนังสือ สื่ออื่นๆ แนะนำหนังสือดี และจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
1. จัดระบบงานห้องสมุด 2. จัดพัฒนาห้องสมุดให้มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการอ่านและการเรียนรู้ 3. ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูผู้สอน และผู้เรียนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว รวมทั้งให้มีการใช้หนังสือเพื่อการอ่านและการเรียนรู้ 4. กระตุ้นให้ผู้เรียนและครูผู้สอนเกิดการรักการอ่านและการเรียนรู้ ด้วยการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น แนะนำหนังสือใหม่ จัดนิทรรศการหนังสือตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ 5. จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ สนับสนุนการใช้หนังสือให้เหมาะสมกับระดับช่วงชั้นเรียน 6. สร้างเครือข่ายห้องสมุดโรงเรียน และพัฒนาแหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอกสถานศึกษา
การจัดส่วนงบประมาณในการจัดซื้อหนังสือและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ให้ยึดหลักดังนี้ - หนังสืออ้างอิงและหนังสือพระราชนิพนธ์ ประมาณร้อยละ 20 - หนังสือดีที่ควรอ่าน ประมาณร้อยละ 30 - หนังสือตามความต้องการของผู้ใช้ ประมาณร้อยละ 20 - สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ประมาณร้อยละ 30
ดี 2 บรรยากาศและสถานที่ดี
ห้องสมุดโรงเรียน ต้องมีการพัฒนาให้ก้าวหน้าโดยการผสมผสานกับความมีชีวิตชีวา สดชื่นแจ่มใส มิใช่เป็นเพียงห้องสมุดที่เก็บรวบรวมบริการหนังสือไว้เพียงอย่างเดียว ต้องมีการบรรยากาศแห่งการอ่าน มีการจัดอาคารสถานที่น่าเข้าใช้ มีการจัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการงานห้องสมุดให้เกิดประสิทธิภาพ ดังนั้น ห้องสมุดที่ดีนั้น ควรมีองค์ประกอบที่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์สูงสุด ดังนี้ 1. บรรยากาศและสถานที่ บรรยากาศทั้งภายในและภายนอกห้องสมุดให้ทันสมัยและมีบรรยากาศที่ดี การจัดวางครุภัณฑ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย อุณหภูมิ สี และองค์ประกอบของครุภัณฑ์ที่ใช้ให้มีความสอดคล้องเป็นแนวคิดเดียวกัน รวมทั้งการจัดวางมุมต่างๆ ภายในห้องสมุดด้วย 2. ทรัพยากรสารสนเทศในห้องสมุด พิจารณาคุณค่าของทรัพยากรสารสนเทศ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 3. ระบบงานห้องสมุด โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยงานครูบรรณารักษ์ให้เกิดประสิทธิภาพ 4. บริการและกิจกรรม พิจารณาคุณภาพของงานบริการ ให้สะดวก รวดเร็ว และมีอัธยาศัยไมตรี 5. บุคลากร พิจารณาคุณภาพของบุคลากร ต้องพัฒนาครูบรรณารักษ์ ให้มีความรู้ในการบริหารจัดการห้องสมุดสมัยใหม่ สร้างมุมมองใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น มีการทำงานเชิงรุกเพื่อสนองความต้องการการเรียนรู้แก่คนทุกเพศทุกวันในโรงเรียน รวมทั้งชุมชน
ดี 3 บรรณารักษ์และกิจกรรมดี
บุคลากรห้องสมุด ประกอบด้วย บุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในงานห้องสมุด ได้แก่ ครู บรรณารักษ์ ครูผู้สอน เจ้าหน้าที่ห้องสมุด ผู้เรียน ตลอดจนชุมชน แต่บุคคลที่สำคัญที่สุดของห้องสมุด คือ ครูบรรณารักษ์ ครูบรรณารักษ์จะต้องเป็นครูผู้มีความรู้วุฒิอย่างต่ำปริญญาตรีทางบรรณารักษศาสตร์ หรือได้ผ่านการอบรมวิชาบรรณารักษศาสตร์ มีหัวใจในการให้บริการ มีอัธยาศัยไมตรี ยิ้มแย้มแจ่มใส และบริหารจัดการงานห้องสมุดได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขในการทำงาน มีเวลาในการปฏิบัติงานห้องสมุดเต็มเวลา (Full time) กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยทำให้ห้องสมุดมีชีวิตชีวา และเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
ตัวอย่างกิจกรรม - แนะนำหนังสือใหม่/หนังสือดี - เล่านิทาน - ห้องสมุดเคลื่อนที่ - รายการเสียงตามสาย - จัดเวลาอ่านหนังสือ - นิทรรศการในวาระสำคัญ - ค่ายการอ่าน - เรียนรู้แหล่งความรู้ในชุมชน - หนังสือเคลื่อนที่สู่ชุมชน - คลินิกหมอภาษา - กิจกรรมพี่ชวนน้องอ่าน - ให้ความรู้การใช้ห้องสมุด - แข่งขันเปิดพจนานุกรม-สารานุกรม - เล่าเรื่องจากหนังสือ - โต้วาที - จากบทเพลงสู่งานเขียน - เรียงความ - วรรณกรรมสาธิต - การทำหนังสือเล่มเล็ก - พี่อ่านคล่อง น้องอ่านเพลิน - หุ่นมือสื่อภาษา - ขวัญใจยอดนักอ่าน - จดหมายลูกโซ่หนังสือดีในดวงใจ - รณรงค์หนังสือหนึ่งเล่มที่ชอบอ่าน - นิทานจิตนาการที่ยิ่งใหญ่ ฯลฯ
1.ข้อใดไม่ใช่วิกฤตของประเทศไทยในปัจจุบัน? ก. เศรษฐกิจ ข. สังคม ค. การเมือง ง. การฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมือง
2. หลักการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลอภิสิทธิ์ คือข้อใด? ก. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคุณธรรม นำความรู้ ข. เชื่อความเชื่อมั่นและกระตุ้น เศรษฐกิจ ค. เสริมสร้างความสมานฉันท์และความ สามัคคีของคนในชาติ ง. ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังประสบปัญหา เร่งด่วน
3. “แนวทางพื้นฐานหลัก ” ในการบริหารแผ่นดินของรัฐบาลอภิสิทธิ์คือข้อใด ก. เน้นความถูกต้อง ยุติธรรม และความ รับผิดชอบของทุกภาคส่วน ข. บรรเทาผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจที่ กำลังประสบอย่างรุนแรง ค. ป้องกันมิให้มีการล่วงละเมิดพระบรม เดชานุภาพ ง. การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี
4. นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลข้อใดกล่าวผิด? ก. การสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้น เศรษฐกิจ ข. การรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชน ค. การลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ง. การพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต
5. นโยบายเร่งด่วนข้อใดไม่ใช่การ กระตุ้นเศรษฐกิจ ก. กำหนดจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเขต พัฒนาพิเศษ ข. ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ค. เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศโดยการลงทุนเพื่อยกระดับ คุณภาพการศึกษา ง. จัดสรรเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มี อายุ 65 ปีขึ้นไป
6. ข้อใดไม่เป็นการเพิ่มรายได้ของประชาชน? ก. ร่วมมือกับเอกชนในการดำเนินมาตรการ ชะลอการเลิกจ้าง ข. เรียนฟรี 15 ปี ค. ขอเพิ่มเพดานกองทุนกู้ยืมผู้สูงอายุเป็น 30,000บาทต่อราย ง. จัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง
7. “การประกันราคาข้าว” เป็นนโยบายด้านใดของรัฐบาล? ก. นโยบายเศรษฐกิจ ข. กระตุ้นเศรษฐกิจ ค. การรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชน ง. การจัดตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ
8. นโยบายระยะการบริหารราชการ 3 ปี ข้อใดกล่าวผิด ก. ความมั่นคงของรัฐ, เศรษฐกิจ ข. สังคม และคุณภาพชีวิต การสร้าง ความสมานฉันท์ ค. ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, วิทยาศาสตร์และวิจัย ง. การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
9. การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบข้อใดกล่าวผิด? ก. โครงสร้างและการบริหารจัดการ ข. พัฒนาครุและบุคลากร ค. ปรับปลักสูตรวิชาแกนหลักและ ประวัติศาสตร์ ง. โครงการคืนครูให้นักเรียน
10. ข้อใดกล่าวถูกต้อง ก. ส่งเสริมเอกชนมีส่วนร่วมการพัฒนา การศึกษาทั้งระบบและมุ่งเน้นทุกระดับ ข. เรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึง มัธยมศึกษาตอนปลาย ค. ปรับเงินเดือนค่าตอบแทนของผู้สำเร็จ การศึกษาระดับอาชีวศึกษาให้สูงขึ้น ง. ส่งเสริมการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างทั่งถึงและ เสรี
11. นโยบายด้านการศึกษา ข้อใดประสบความสำเร็จที่สุด ก. ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ ข. โอกาสการได้รับการศึกษาฟรี ค. กยศ. ง. การเรียนรู้และบูรณาการ
12. ข้อใดคือเป้าหมายการส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาที่สำคัญที่สุด? ก. ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ ข. คุณภาพการศึกษาเน้นคุณธรรมนำ ความรู้ ค. ประกันโอกาส ง. การเรียนรู้ตลอดชีวิต
13. Edueah on Hub สอดคล้องกับนโยบายในข้อใด? ก. ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา ระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาสู่ความ เป็นเลิศ ข. การลงทุนด้านการศึกษาและเรียนรู้ อย่างบรูณาการ ค. การส่งเสริมภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการ จัดการศึกษา ง. พัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากร ทางการศึกษา
14. นโยบาย รมว.ศธ. ข้อใดกล่าวผิด? ก. โครงการเรียนฟรี 15 ปี ข. ปฏิรูปการศึกษารอบสอง ค. ให้ความสำคัญต่อการศึกษาในระบบ มากกว่าการศึกษานอกระบบ ง. สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
15. ข้อใดคือจุดเน้นของ รมว.ศธ. ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา? ก. เรียนฟรี 15 ปี ข. ปฏิรูปการศึกษา ค. การมีส่วนร่วมทางการศึกษา สร้าง สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ง. ถูกทุกข้อ
16. นโยบายเรียนฟรี 15 ปี สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด? ก. รธน. พ.ศ. 2550 มาตรา 49 ข. พรบ.กศ. พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ 2) มาตรา 10 วรรค 1 ค. การลดค่าครองชีพของประชาชน ง. นโยบายของรัฐด้านการศึกษา
17. นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ครอบคลุมตามข้อใด? ก. อนุบาล ข. ประถมศึกษา ค. มัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ง. ถูกทุกข้อ
18. วัตถุประสงค์ของนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ข้อใดสำคัญที่สุด? ก. นักเรียนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาโดย ไม่เสียค่าใช้จ่าย ข. สถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ค. ผู้ปกครองได้รับการบรรเทาภาระ ค่าครอง ชีพ ง. กระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาล
19. ข้อใดไม่ใช่นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ของ สพฐ? ก. ค่าหนังสือเรียน ข. ค่าอุปกรณ์การเรียน ค. ค่าเครื่องแบบนักเรียน ง. ค่าเล่าเรียน
20. การจัดซื้อหนังสือข้อใดกล่าวผิด? ก. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 รายละ 1,160.80 บาท ข. ระดับก่อนประถมศึกษาใช้หนังสือเสริม ประสบการณ์ ค. ระดับประถมศึกษา-มัธยมใช้หนังสือเรียน ทั้ง 8 กลุ่มสาระ ง. ครูผู้สอนเป็นผู้เลือกหนังสือเรียนเสนอ คณะกรรมการวิชาการ คณะกรรมการ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการ ภาคี 4 ฝ่าย
21. กระดาษ A4 เป็นอุปกรณ์การเรียนในระดับใด? ก. ก่อนประถม ข. ประถมศึกษา ค. มัธยมศึกษาตอนต้น ง. มัธยมศึกษาตอนปลาย
22. ค่าอุปกรณ์การเรียนสำหรับนักเรียนประถมศึกษาจัดสรรตามข้อใด? ก. 195 บาท/ภาคเรียน ข. 210 บาท/ภาคเรียน ค. 230 บาท/ภาคเรียน ง. 300 บาท/ภาคเรียน
23. ค่าเครื่องแบบนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจัดสรรตามข้อใด? ก. 450 บาท/คน ข. 500 บาท/คน ค. 560 บาท/คน ง. 580 บาท/คน
24. ข้อใดไม่ใช่กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามนโยบาย? ก. การแก้ปัญหาการอ่าน การเขียน ข. กิจกรรมอาสาพัฒนา ค. การสืบค้นอินเตอร์เน็ต ง. กิจกรรมลูกเสือวันพุธ
25. การจัดสรรงบประมาณกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนระดับประถมศึกษาข้อใดถูกต้อง ก. 210 บาท/คน ข. 220 บาท/คน ค. 230 บาท/คน ง. 240 บาท/คน
26. นโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ คุณภาพหมายถึงข้อใด? ก. โอกาส ข. ความพร้อม ค. สถานศึกษา ง. ผู้เรียน
27. ภาคี 4 ฝ่าย ข้อใดกล่าวผิด? ก. ผู้แทนครู ข. ผู้แทนผู้ปกครอง ค. ผู้แทนกรรมการนักเรียน ง. ผู้แทนเอกชน 28. กรอบแนวคิดตามแผนยุทธศาสตร์ตามนโยบาย 3 ดี สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด? ก. ความรู้คู่คุณธรรม ข. Democracy, Decency, Drug-free ค. การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ง. กระบวนการเรียนรู้และการคิดวิเคราะห์ 29. กิจกรรมข้อใดเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด? ก. Democracy ข. Decency ค. Drug-free ง. Decentenzation
30. วิสัยทัศน์แผนยุทธศาสตร์ 3 ดี ข้อใดกล่าวถูก? ก. ด้านประชาธิปไตย ข. ด้านคุณธรรมจริยธรรมและความเป็นไทย ค. ด้านภูมิคุ้มกันภัยจากยาเสพติด ง. ถูกทุกข้อ
เฉลย ก 2,16,18,20,21,22,28 ข 6,8,11,12,13,23 ค 3,7,10,14,29, ง 1,4,5,9,15,17,19,24,25,26,27,30
|