|
เขียนโดย pornchai phokanyo
|
|
วันเสาร์ที่ 02 มกราคม 2010 เวลา 15:25 |
- วิกฤตโลกสะเทือนไทย จาก"แฮมเบอร์เกอร์"สู่"ดูไบ"
- เศรษฐกิจโลกตลอดปี "52 มีสิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้นมากมาย เพราะเป็นห้วงเวลาที่ทุกประเทศต่างดิ้นรนหาทางฟื้นตัวจากภาวะถดถอยทางการเงินที่มีต้นตอมาจาก "วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์" หรือสถานการณ์ฟองสบู่สัญชาติอเมริกันแตก
- วิกฤตที่ว่ามีสาเหตุใหญ่มาจาก "ปัญหาซับไพรม์" หรือสินเชื่อด้อยคุณภาพในภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐเน่าเฟะจนเละทั้งระบบ
- เท้าความไปถึงช่วงไตรมาสที่ 4 ปี "51 ในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังบูม สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อกันอย่างเมามันและหละหลวมเพราะต่างก็เชื่อว่าเศรษฐกิจกำลังโตแบบนี้คงไม่มีปัญหา ทำให้สินเชื่อด้อยคุณภาพสะสมจำนวนมาก
- เมื่อถึงวาระที่อุปทานแซงหน้าอุปสงค์ บ้านจำนวนมากที่ลูกหนี้ซื้อไว้เก็งกำไรในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟูกลับขายไม่ออก แถมอัตราดอกเบี้ยยังสูงด้วย แปลว่าต้องส่งหนี้แพง เมื่อลูกหนี้ไม่ได้มาตรฐานแต่แรกก็ยากที่จะมีปัญญาใช้หนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้ผล จึงเหลือทางเดียวคือยึดทรัพย์
- สิ่งที่ตามมาคือสถาบันเงินทุนยักษ์ใหญ่ของโลก อาทิ เลห์แมน บราเธอร์ เมอร์ริล ลินช์ เอไอเอ มอร์แกน สแตนเลย์ และโกลด์แมน แซ็กส์ ขาดสภาพคล่องจนล้มละลายไปตามๆ กัน
- แล้วคนที่ถือตราสารหนี้ของสถาบันเงินทุนเหล่านี้ก็ไม่พ้นต้องกระอักเลือดตาม
- นอกจากนี้ เมื่อความน่าเชื่อถือลดลง หุ้นก็ทิ้งดิ่ง คนที่ถือไว้ก็ต้องเจ็บตัวตามไปด้วย
- "วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์" จึงเสมือนโรคร้ายที่ลุกลามไปยังซีกโลกอื่นๆ ทั้งยุโรปและเอเชียรวมถึงไทย เพราะดันมีสหรัฐเป็นคู่ค้าสำคัญ
- ต้นปี "52 ตลาดหุ้นทั่วทุกภูมิภาคตกอยู่ในภาวะผันผวน สภาพการส่งออกซบเซา ภาคธุรกิจทั้งใหญ่น้อยต่างประสบปัญหาขาดทุนจนต้องลดต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นเดล ยักษ์ใหญ่คอมพิวเตอร์ เลย์ออฟก่อนเพื่อน 1,900 คน
- ไมโครซอฟท์มีแผนปลด 5,000 คนในช่วง 18 เดือนข้างหน้า โดยโบกมือลาทันที 1,400 คน ขณะที่บริษัทฮิตาชิสั่งปลด 7,000 คน ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ปิด 300 สาขา และค่ายรถยนต์ฟอร์ดขาดทุนถึง 146,000 ล้านดอลลาร์ เลวร้ายที่สุดในรอบ 105 ปี
- โตโยต้าของญี่ปุ่นลดการผลิต 10% บีเอ็มดับเบิลยูกำไรหด 90% เปอโยต์ซีตรองของฝรั่งเศสปลดซีอีโอหลังขาดทุนอื้อซ่า
- แม้แต่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดียก็ไม่รอดพ้น ธนาคารโลกปรับตัวเลขเติบโตของจีนลงจาก 7.5% เหลือ 6.5% ส่วนธนาคารกลางอินเดียรีบลดดอกเบี้ย
- สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อไทยอย่างจัง เพราะประเทศอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบจากสหรัฐเป็นลูกโซ่ทำให้ไทยโดยเฉพาะภาคการส่งออกชะลอตัวตามไปด้วย
- ในระหว่างนั้นเองรัฐบาลประเทศต่างๆ ทยอยงัดกลยุทธ์และอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ เยอรมนีอัดฉีดเงินเข้าระบบมากที่สุดในยุโรป 50,000 ล้านยูโร ฝรั่งเศส 26,000 ล้านยูโร ออสเตรเลีย 42,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
- ฝั่งสหรัฐเจ้าของ "แฮมเบอร์เกอร์พิษ" สภาคองเกรสอนุมัติเงินอัดฉีด 787,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารกลางหลายประเทศตบเท้าลดอัตราดอกเบี้ยกันใหญ่ อย่างอังกฤษและสวีเดนก็ลดดอกเบี้ยเหลือ 1% เพื่อบรรเทาภาระของลูกหนี้
- กลุ่มจี 7 บวกรัสเซียหอบหิ้วไปประชุมกันที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ได้ข้อสรุปปลอบใจว่า โลกจะชะลอตัวช่วงสั้นๆ สิ้นปีจะฟื้นตัว ด้านสหประชาชาติชี้ว่า ปีนี้เอเชียจะตกงานถึง 7.2 ล้านคน
- แรงงานไทยก็หนีไม่พ้นถูกเลย์ออฟจำนวนมากจนเกิดม็อบแรงงานในหลายแห่ง
- ช่วงนั้นเองที่มีข่าวฮือฮาว่า ผู้บริหารวอลสตรีตยังคงแจกโบนัสทั้งที่กิจการเจ๊งบ๊งจนโดนก่นด่า
- ร้อนถึงประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐออกมาประณามและกลายเป็นแบบอย่างให้ซีอีโออื่นๆ เช่น ฟอร์ดยอมเฉือนเงินเดือนตัวเองลง 30% นาน 2 ปี
- กลางปี เจเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) ทนพิษบาดแผลไม่ไหวยื่นล้มละลายเพื่อขอพิทักษ์ทรัพย์ และขายแบรนด์ฮัมเมอร์ ให้เสฉวน เติงจง ของจีน การล้มของจีเอ็มถือเป็นความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมสหรัฐ
- องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ตามย้ำให้หน้าซีดเพิ่มขึ้นว่า ภาวะล้มละลายทางเศรษฐกิจของโลกครั้งนี้ใกล้เคียงกับยุคเศรษฐกิจล้มหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
- อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมาโลกเริ่มมีสัญญาณของการฟื้นตัวให้เห็นรำไรทั้งในยุโรปและเอเชีย
- การปลดคนงานเริ่มลดลง หลายบริษัทเริ่มใช้จ่ายเงินมากขึ้น การส่งออกเลยกระเตื้อง อเมริกันชนใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สภาหอการค้าอังกฤษยืนยันว่าภาวะถดถอยของอังกฤษจบแล้ว ฟากญี่ปุ่นก็มีตัวเลขความน่าเชื่อถือทางธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีครึ่ง
- โออีซีดีประเมินอีกว่า ความมั่นใจของนักลงทุนเริ่มกลับคืนมา ฟากเอเชียเริ่มมีชีวิตชีวา มีการจ้างงานทั้งในจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์
- ที่ประชุมจี 7 ที่นครอิสตันบูล ตุรกี ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลกปรับตัวดีขึ้น แต่การฟื้นตัวมีความเปราะบาง และเห็นพ้องว่าเร็วเกินไปที่จะยกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
- ปลายเดือนพ.ย.เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันสองอย่าง นั่นคือ เวียดนามประกาศลดค่าเงินดอง และวิกฤตดูไบเวิลด์
- เริ่มที่ประเด็นใกล้ตัว การที่เวียดนามลดค่าเงินดองลงราว 5% ทำให้เวียดนามเองมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้น
- ขณะเดียวกันทำให้ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นคู่แข่งโดยตรงกับเวียดนาม เช่น ข้าว เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า อาหารทะเล อาหารกระป๋อง อาหารแปรรูป เกิดอาการใจหวิวเพราะกลัวจะแข่งขันสู้เวียดนามไม่ได้ ไหนจะนักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในเวียดนามต้องขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน และรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นอีก
- แต่หน่วยงานเศรษฐกิจทั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่างเห็นพ้องกันว่า ไม่น่าส่งผลกระทบต่อไทยมาก โดยเฉพาะในระยะสั้นเพราะลักษณะสินค้าส่งออกของไทย และเวียดนามมีคุณภาพและตลาดที่แตกต่างกัน
- ถึงอย่างนั้นก็ยังเตือนให้จับตาดูสถานการณ์เวียดนามอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้ระมัดระวังและวางแผนการลงทุนให้รองรับการปรับลดค่าเงินดองอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าน่าจะมีอีก
- สำหรับ "วิกฤตดูไบเวิลด์" หลังจากที่ฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของดูไบแตก เพราะความพยายามปั้นดูไบให้กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจการเงินในตะวันออกกลาง และมีการลงทุนที่ฟู่ฟ่าจนเกินตัว
- ท้ายสุดกองทุนมหาเศรษฐีแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กองทุนนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามนัด โดยมีมูลหนี้อยู่ที่ราว 80,000-100,000 ล้านดอลลาร์
- มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) สองบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งรายใหญ่ของโลกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่มีสัมพันธ์กับรัฐบาลดูไบลงทันทีสู่สถานะ "จังก์บอนด์" หรือตราสารขยะ ทันที
- นักลงทุนผวาและกระหน่ำเทขายทิ้งทั้งทองคำ หุ้น และน้ำมัน
- ราคาของสามทหารเสือจูงมือกันดิ่งลงเหว ตลาดหุ้นทั่วโลกทำสถิติต่ำนิวโลว์อย่างไม่น้อยหน้ากัน
- แม้ว่าวิกฤตจะเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง และไม่น่าจะส่งผลอะไรต่อไทยมากนัก เพราะสถาบันการเงินไทยมีการปล่อยสินเชื่อในดูไบน้อยมาก ขณะที่สินเชื่อในดูไบมาจากยุโรปถึง 93.3%
- แต่ก็เตือนว่าอาจมีผลกระทบทางอ้อมต่อตลาดส่งออกสำคัญของไทย เช่น ญี่ปุ่น และยุโรปที่เป็นเจ้าหนี้ของดูไบ
- เรื่องนี้จึงต้องจับตาดูกันยาวๆ
- บริษัทในเครือของดูไบ เวิล์ด (Dubai World)
- บริษัท ลักษณะธุรกิจ ตัวอย่างประเทศที่เข้าไปลงทุน
- Dubai Ports World ก่อสร้างและบริหารท่าเรือ สหราชอาณาจักร ตุรกี อินเดีย สาธารณรัฐจิบูตี จีน เวียดนามและเปรู
- Inchcape Shipping Services ธุรกิจเดินเรือ บริษัทแม่อยู่ที่สหราชอาณาจักรและมีสำนักงาน 257 แห่งใน 50 ประเทศ
- Istithmar ลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร อินเดีย
- Istithmar Hotels ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต สหรัฐอเมริกา รวมถึงอีกหลายประเทศ
- Jebel Ali Free Zone Authorityบริหารจัดการเขตการค้าพิเศษ สาธารณรัฐจิบูตี ในทวีปแอฟริกา มาเลเซีย
- Limitless พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ปากีสถาน (20 พันล้านดอลลาร์ฯ)
Nakheel พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ยูเออี สาธารณรัฐจิบูตี กำลังก่อสร้างโรงแรม 5 ดาวแห่งแรกของประเทศ |