สถิติผู้เข้าชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้863
mod_vvisit_counterวันก่อน3190
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้6197
mod_vvisit_counterสัปดาห์ก่อน17897
mod_vvisit_counterเดือนนี้55281
mod_vvisit_counterเดือนก่อน76165
mod_vvisit_counterทั้งหมด2114390

บุคคลทั่วไปOnline: 86
IP ของคุณคือ 38.107.179.226
เข้าชมล่าสุด 22-05-2012 10:50

สถานะสมาชิก

เรามี  ออนไลน์
หน้าแรก ความเคลื่อนไหวทางการศึกษา ความเคลื่อนไหวทางการศึกษา ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๒
ความเคลื่อนไหวทางการศึกษา ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ PDF
เขียนโดย pornchai phokanyo   
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2009 เวลา 09:32
100_8094_resize
การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๖๑)
วิสัยทัศน์ คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ


กรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษา มีการปฏิรูปการศึกษาและเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดย
๑) พัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ ที่มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
๒) พัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ ที่เป็นผู้เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นวิชาชีพที่มีคุณค่า สามารถดึงดูดคนเก่ง คนดี มีใจรักในวิชาชีพครูมาเป็นครู
๓) พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาทุกระดับ/ประเภทให้สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มี คุณภาพและพัฒนาแหล่งเรียนรู้อื่นๆ สำหรับการศึกษาและเรียนรู้ทั้งในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย
๔) พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ ที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชุมชน ภาคเอกชนและทุกภาคส่วน มีระบบการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล

ข้อเสนอกลไกหลักเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาตามข้อเสนอดังกล่าวบรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม จึงเสนอให้มีกลไกหลักเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา

๑) คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ให้ มีคณะกรรมการ ๒ คณะเพื่อดำเนินการทางนโยบายและขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง มี รมว.ศธ.เป็นประธานฯ ให้คณะกรรมการทั้ง ๒ คณะ มีกรอบเวลาในการดำเนินงาน ๕ ปีและให้ยุบเลิกเมื่อสิ้นสุดระยะเวลานี้แล้ว โดยให้ สกศ.ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ

๒) จัดตั้งหน่วยงานและ/หรือปรับบทบาทหน่วยงานเพื่อเป็นกลไกรับรองคุณภาพมาตรฐาน และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยจัดตั้งองค์กรเพื่อรับรองคุณภาพมาตรฐานสถาบันผลิตครู ได้แก่
๑- สถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เป็น หน่วยงานระดับชาติ ที่มีการบริหารจัดการอย่างคล่องตัว เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ทำหน้าที่ศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเกี่ยวกับการผลิตและพัฒนาวิชาชีพครู ประกันและรับรองคุณภาพและมาตรฐานสถาบันผลิตและพัฒนาครู และพัฒนาระบบการศึกษาและการเรียนรู้
๒-สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพแห่งชาติ เป็นหน่วยงานระดับชาติที่มีการบริหารจัดการอย่างอิสระ คล่องตัว ไม่อยู่ในระบบราชการ ทำหน้าที่พัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ประเมินและให้การรับรองสมรรถนะวิชาชีพตามเกณฑ์มาตรฐานโดยเชื่อมโยงกับหน่วย งานที่เกี่ยวข้อง
๓-สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแห่งชาติและกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เป็นหน่วยงานกลาง เพื่อทำหน้าที่เสนอนโยบาย แผน ส่งเสริม และประสานการวิจัย การพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของการผลิตและการใช้เทคโนโลยีเพื่อ การศึกษา จัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อสนับสนุนการผลิต การวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาเพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้ อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
๔-ปรับบทบาทสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเป็นสำนักงานการศึกษาตลอดชีวิต และให้ดำเนินการจัดให้มีศูนย์การศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมในทุกพื้นที่ เพื่อเติมเต็มระบบการศึกษาให้รองรับการเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

๓) มอบหมายให้หน่วยงานที่มีอยู่แล้ว ปฏิบัติภารกิจเพิ่มเติมหรือเร่งรัดดำเนินการ ดังนี้ ให้ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการประกันการเรียนรู้และรับรองมาตรฐานผู้เรียน โดยประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนในชั้นเรียนสุดท้ายของแต่ละช่วงชั้นให้ เป็นการวัดผลระดับชาติ เพื่อให้สามารถใช้การวัดประเมินผลที่เป็นมาตรฐาน สามารถเทียบเคียงกันได้ เป็นกลไกในการประกันการเรียนรู้และรับรองมาตรฐานผู้เรียนแต่ละช่วงชั้น และให้ สกศ.ขับเคลื่อนการกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่และสถานศึกษา โดย ให้มีองค์คณะบุคคลที่มีความรู้ มีความเข้าใจ และประสบการณ์เกี่ยวกับการกระจายอำนาจ และสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาทางเลือก โดยให้มีองค์คณะบุคคลเพื่อดำเนินการ โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับหลักการและแนวทางจัดการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ และนโยบายรัฐบาล นอกจากนี้ มีกลไกสนับสนุนที่ต้องพัฒนา/ปรับปรุงคู่ขนานกัน ได้แก่ ระบบการเงินการคลัง ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา และการปรับปรุงแก้ไข บังคับใช้กฎหมายการศึกษาและที่เกี่ยวข้อง

สาระสำคัญของร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

* ให้มีคณะกรรมการนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง และคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง รวม ๒ คณะ
* ให้คณะกรรมการนโยบายการปฏิรูปการ ศึกษาในทศวรรษที่สอง ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง และให้เลขาธิการ สกศ.เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด
* ให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษาในทศวรรษที่สอง ประกอบด้วย รมว.ศธ.เป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่ง และให้เลขาธิการ สกศ.เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด
* ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งตามที่กำหนด และกำหนดหลักเกณฑ์การประชุมของคณะกรรมการ
* ให้สำนักงานเลขาธิการ สกศ. ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการ และให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด
* กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ การให้ข้าราชการ พนักงานราชการ หรือลูกจ้างจากส่วนราชการอื่น หรือพนักงานหรือลูกจ้างพนักงานของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐไปช่วยปฏิบัติราชการใน สกศ. ตลอดจนการให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ บุคคล และคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงาน
* ให้การแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวแล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ
* ให้ระเบียบนี้ยกเลิกเมื่อสิ้นสุดระยะเวลา ๕ ปี นับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ประกาศรับสมัครอนุกรรมการผู้แทน ก.ค.ศ. ใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา 24-26 สิงหาคม 52

ด้วย อนุกรรมการผู้แทน ก.ค.ศ. ใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2552 ยกเว้น 10 เขตพื้นที่การศึกษาที่ยังไม่ครบวาระได้ แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 3, ปัตตานี เขต 3, นราธิวาส เขต 3, กาญจนบุรี เขต 4, เชียงใหม่ เขต 6, ปราจีนบุรี เขต 2, พัทลุง เขต 2, เลย เขต 3, มหาสารคาม เขต 3, และอุทัยธานี เขต 2

บัดนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้กำหนดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต (ยกเว้น 10 เขตข้างต้น) รับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการคัดเลือกเป็นอนุกรรมการผู้แทน ก.ค.ศ. ใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ตั้งแต่วันที่ 24-26 สิงหาคม 2552 ตามการกำหนดคุณสมบัติอื่น หลักเกณฑ์และวิธีการได้มาวาระการดำรงตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งของอนุกรรมการ ผู้แทน ก.ค.ศ. อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการ ศึกษาใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การึกษา พ.ศ. 2551 ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0206./12 ลงวันที่ 8 มกราคม 2552

ทั้งนี้ แจ้งรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือก พร้อมประวัติและประสบการณ์ ไปยังสำนักงาน ก.ค.ศ. ภายในวันที่ 8 กันยายน 2552
รายละเอียดทั้งหมด
http://203.146.206.128/otepc01/files/00092009_08_170001.pdf
ประกาศผลการสอบผอ สพท. รายละเอียด
http://203.146.206.128/otepc01/files/00102009_08_170001.pdf

แก้ปัญหาออกกลางคัน

1.การจัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติมสำหรับเด็กยากจนเงินปัจจัยพื้นฐาน เพื่อเป็นค่าอาหาร พาหนะ เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ จำนวน 1,667,637 คน โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2552 ได้เพิ่มอัตราเงินปัจจัยพื้นฐานต่อหัวสำหรับเด็กด้อยโอกาส ดังนี้ ประถมศึกษา เพิ่มเป็น 30% คิดเป็นจำนวนนักเรียน 1,320,835 คน อัตรา 1,000 บาท/คน/ปี มัธยมศึกษา เพิ่มเป็น 20% คิดเป็นจำนวนนักเรียน 346,802 คน อัตรา 3,000 บาท/คน/ปี และดูแลเด็กพิการเรียนร่วมกับเด็กปกติ จำนวน 45,392 คน โดยมีจัดสรรคงบประมาณเพิ่มเติม (Top up) ให้อีก 2,000 คน เป็นเงิน 19,074,000 บาท
2.การสนับสนุนเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกลจากโรงเรียน โดยได้รับเป็นค่าพาหนะ จำนวน 33,000 คน อยู่ในบ้านพักนอน จำนวน 44,734 คน มีจักรยานยืมเรียน จำนวน 402,500 คน สำหรับในปีงบประมาณ 2552 โรงเรียนได้สนับสนุนงบประมาณสำหรับบ้านพักนักเรียน 94 โรงๆ ละ 1 หลัง รวม 94 หลัง
3.จัดโครงการเฝ้าระวังนักเรียนกลุ่มเสี่ยง และแก้ปัญหาเด็กที่มีปัญหาการปรับตัว ปัญหาการเรียนรู้ ตลอดจนปัญหาพื้นฐานทางภาษาด้วยโครงการทวิภาษา
4.การจัดสรรทุนการศึกษาให้กับนักเรียน โดยจำแนกเป็นทุนภาครัฐและภาคเอกชน รวม 12,658 ทุนจึงขอเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่ห่วงใยปัญหาการออก กลางคัน ในขณะเดียวกันผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งทราบข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว ก็ขอให้ช่วยติดตามว่า มาตรการที่ได้รับการสนับสนุนนี้ไปถึงนักเรียนกลุ่มเสี่ยงอย่างแท้จริง และช่วยพัฒนาแนวทางอื่นๆ ที่จะทำให้มาตรการกว้างๆ เหล่านี้ได้ผลสำหรับนักเรียนแต่ละคน แต่ละกลุ่มยิ่งขึ้น